พรรคร่วมฝ่ายค้าน ย้ำจุดยืน ลุยผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แนะ รัฐแก้ปัญหาระยะสั้น-ยาว ช่วยกลุ่มเปราะบาง เตรียมงบประมาณรองรับ
เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม แถลงภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญแก้ไขปัญหาไฟป่า และฝุ่น PM 2.5
โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สืบเนื่องจากในการประชุมสภา มีมติในการตั้งคณะกมธ.วิสามัญแก้ไขฝุ่น ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจที่ จ.แพร่ และก่อนหน้านี้ ที่จ.เชียงใหม่
ซึ่งจากการลงพื้นที่ของตนก็มีเจ้าหน้าที่สูญเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อยู่เป็นประจำเกือบทุกปี เรื่องนี้หากหน่วยงานภาครัฐมีการวางแผนการจัดทำงบประมาณหรือการเตรียมกำลังพล อุปกรณ์การป้องกัน สวัสดิการต่างๆ ที่ดีเพียงพอ เราอาจสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียแบบนี้ทุกปีได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนมีโอกาสเข้าพื้นที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาใน จ.เชียงใหม่ พบว่ากลุ่มเปราะบาง ประชาชนต่างๆ ที่อยู่ตามชุมชนหลายคน ยังได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยติดเตียงตามชุมชนต่างๆ
สิ่งที่รัฐบาลสามารถสนับสนุนได้ไม่ยาก อย่างการทำมุ้งสู้ฝุ่นติดตั้งในชุมชน การทำห้องปลอดฝุ่น ห้องแรงดันบวก ซึ่งต้นทุนต่อห้องไม่สูงในการติดตั้ง และมีประสิทธิภาพ
ตนเคยถือเซ็นเซอร์ตรวจวัดจาก 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เหลือ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นสิ่งที่เราอยากส่งเสียงสะท้อนว่า หากภาครัฐมีการสนับสนุนที่ดีเพียงพอ ทั้งท้องถิ่นและสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะนำทรัพยากรต่างๆ ไปช่วยประชาชนในกลุ่มเปราะบาง
สิ่งที่เรานำเสนอเหล่านี้ ในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคไปผลักดันต่อในกมธ.วิสามัญ เพื่ออุดช่องว่าง ช่องโหว่ต่างๆ รวมถึงพยายามผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้เต็มที่ที่สุด ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชนได้ผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว
และตนเชื่อว่าสิ่งนี้จะผลักดันได้สำเร็จ ซึ่งพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียวอาจไม่สามารถผลักดันได้ดีเท่าที่ควร ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรค ที่วันนี้เห็นตรงกันว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด

ขณะที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอบคุณที่ผลักดันเรื่องนี้มาต่อเนื่อง ตนเป็น สส.ครั้งแรก เราทุกคนเห็นตรงกันว่า อากาศสะอาดควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน โดยที่ประชุมสภาฯ รับรองว่ามีการจัดตั้งกมธ.แก้ปัญหา ไม่เฉพาะในภาคเหนือตอนบน แต่หมายถึงองค์รวมของทั้งประเทศ เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เป็นปัญหาตามฤดูกาล
เราเห็นตรงกันว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด สำคัญ แม้วันนี้จะมีข้อถกเถียงถึงความเหมาะสม และความเป็นไปได้ถึงการใช้งานจริง แต่ตนคิดว่าเราไม่ควรตีตกสิ่งนี้ไป ขอย้ำและยืนยันว่า รัฐบาลควรนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต่อเนื่องไปในระดับวุฒิสภา
โดยอาจจะยังไม่ต้องมีการแก้ไข แต่อยากให้รับฟังจากทุกคน และสิ่งสำคัญคืออยากให้มองปัญหานี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหามลพิษ แต่เรากำลังพูดถึงการเข้าสู่วิกฤตสุขภาพ ความมั่นคงของมนุษย์ และการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกับประเทศไทยในอนาคต
พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะต้องถูกดำเนินการ ไม่สมควรโดนปัดตก และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ควรเริ่มพูดคุยกับทุกฝ่าย และยึดหลักว่า พ.ร.บ.นี้ เป็นเรื่องของสุขภาพ ความมั่นคงของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มิใช่เป็นประเด็นเรื่องเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น เพราะเราได้ยินข่าวว่ารัฐบาลอาจจะไม่เห็นด้วยหลายเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากังวลมากที่สุด
ส่วนเรื่องสภาวะอากาศ มลพิษ ไม่ใช่แค่ฝุ่นควันที่เป็น PM 2.5, PM 10 แต่ควรจะลงลึกไปถึงว่า สารพิษในอากาศขณะนี้ที่จะส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพของเราอยู่ตรงไหนบ้าง ทุกคนเห็นตรงกันว่าเราต้องมีตัวชี้วัดให้ชัดเจน การทำงานของรัฐบาล ไม่ควรเป็นไปตามสมัยประชุม ไม่ควรเป็นไปตามฤดูกาลที่มีวิกฤต
แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เราต้องยึดมั่นสัญญาว่า ภายในปีไหนจะได้สูดอากาศสะอาดตลอดทั้งปี โดยไม่มีสารพิษ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการวัดผลที่แท้จริง รวมถึงต้องจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่การเยียวยาระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องแก้ไขเชิงระบบ
เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ในการใช้พลังงานอื่น หรือองค์รวมอื่นที่ต้องการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ร่วมกันผลักดัน และเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่า อากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกค