อรรถกร ซัด นโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน’ ไร้ความตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ จี้ทวงทุกสัญญาหาเสียง ลั่น “กล้าธรรม” ไม่ปล่อยให้รัฐบาลลืมคำพูดต่อประชาชน

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 9 เม.ย. 2569 ในการประชุมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162

นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายการแถลงนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า รู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่แน่ใจว่าแนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันและไม่แน่นอนเพียงใด

แต่อย่างไรก็ดี น้อมรับว่ารัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ

“ผมขอพูดตรงๆ ว่า เห็นใจท่านนายกฯ ที่ซวย ขอโทษครับ ที่ดวงไม่ดี พอกำลังแบ่งตำแหน่งปุ๊บก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่ผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่า คือความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า และต้องพึ่งพาตนเอง กัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง”นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านและความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชน เช่น การที่คนไทยต้องใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน ยังไม่ทราบเลยว่าประเทศไทยมีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ จะมีไปถึงไหน

หรือให้เราประหยัดการใช้ลง 10 เปอร์เซ็นต์ จากปกติต้องเดิน 10 ก้าว ผมจะพยายามลดการเดินลงให้เหลือ 9 ก้าว หรือเสนอให้อยู่อย่างพอเพียง ทั้งหมดทั้งปวง ตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุก ถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน และต้องเด็ดขาดในยามวิกฤต

“เมื่อมาดูนโยบายต่างๆ อย่างแรก คือ ครม.มืออาชีพ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าคณะท่านประกอบจากคนในการเมืองและคนนอก แต่ก็เป็นห่วงหนึ่งท่านที่ตอนนี้ได้แปลงร่างจากนักธุรกิจเป็นนักการเมืองเรียบร้อยแล้ว

ใช่ครับ ผมกล่าวถึงท่านรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นั่นเอง เพราะท่านเปิดตัวดังยิ่งกว่าพลุของงานวิจิตรเจ้าพระยาที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจุด เพื่อเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเสียอีก

แต่หลังจากประกาศหลายเรื่อง ตอนนี้ท่านมืออาชีพของผมค่อยๆ หายเข้ากลีบเมฆพร้อมกับคำสัญญาต่างๆ ที่ประกาศตอนช่วงหาเสียง ผมชื่นชอบท่านรองนายกฯ นะครับ ดังนั้น ขอให้ท่านนายกฯ มอบหมายภารกิจให้ท่านเยอะๆ เพราะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หวังว่าท่านนายกฯ จะไม่ลืมท่านศุภจี” นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งนโยบายเรื่องคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ผมก็ไม่ได้ขัดข้องเลย ถ้าไม่พอจะเป็นคนละครึ่งพลัส พลัส ก็ได้ จาก 2,000 เป็น 4,000 ก็หวังด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ท่านจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว

“อีกคำมั่นสัญญาที่ผมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาภาระพลังงานแต่สิ่งที่สวนทางกับนโยบายท่านนายกฯ จากภูมิใจไทย คือ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ งวดเดือน พ.ค. ถึง ส.ค. จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะปรับสูงขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ ทำไมมันสวนทางกับนโยบายที่ประกาศไว้ ฝ่ายค้านอย่างผมก็คงต้องติดตามและทวงถามรัฐบาลเรื่องนี้ต่อไป” นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวเป็นนโยบายใหม่นั้น จากข้อมูลสถิติยอดจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์สูงสุดในโลกกว่า 22 ล้านคัน ถ้าครึ่งหนึ่งตื่นตัวต่อนโยบายของท่าน เราจะมีมอเตอร์ไซค์เพิ่มขึ้นในระบบอีก 11 ล้านคัน

ตนเป็นห่วงมอเตอร์ไซค์เดิมจำนวนมหาศาล เราจะจัดการมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใช้แล้วอย่างไร และในอนาคตแบตเตอรี่ที่มันจะต้องเสื่อมและถูกทิ้งจะจัดการอย่างไร ที่น่าสนใจ คือ ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคงจะรวย รวยจนไม่มีกี่เกินเงินด้วยซ้ำ

แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของท่าน ผมไม่ได้ค้านหัวชนฝา ถ้าท่านจะดำเนินนโยบายนี้ ก็ขอให้คิดให้รอบคอบและเดินไปให้สุด ไม่ทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ เหมือนนโยบายสีเขียวในอดีตที่ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้

สำหรับนโยบายทหารอาสาและพยาบาลอาสา รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี และอาจเป็นภาระผูกพันระยะยาวหลายปี จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาค่าตอบแทนของอาสาสมัครเกษตร (อกม.) ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาภาคเกษตรที่ทำงานมายาวนานแต่ยังไม่เคยได้รับค่าตอบแทน

ในด้านความมั่นคง นโยบายสร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานและยกเลิก MOU ที่รัฐบาลเคยประกาศบนเวทีหาเสียง ตนจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะดำเนินการเมื่อใด

ส่วนเป้าหมายการผลักดัน GDP ให้เติบโต 3% ภายใน 4 ปี แม้จะเอาใจช่วยให้รัฐบาลทำได้ แต่สถานการณ์จริงดูเป็นเรื่องยาก เพราะหลายหน่วยงานทั้ง กกร. สภาพัฒน์ KKP SCB CIC IMF และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต่างประเมินว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 1.2-2.5% เท่านั้น

อีกประเด็น คือ นโยบายทบทวนการตรวจลงตราเข้าเมือง หรือ Free Visa ก่อนหน้านี้ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกฯ คนก่อนอย่างเร่งด่วน ในการทบทวนระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหลายประเทศได้รับสิทธิพำนักในไทยถึง 60+30 วัน ทั้งที่นักท่องเที่ยวระยะสั้นมีค่าเฉลี่ยการพำนักเพียง 6-10 วัน และนักท่องเที่ยวระยะไกลเฉลี่ยไม่เกิน 22 วัน

ระยะเวลาที่อนุญาตในปัจจุบันอาจยาวเกินความจำเป็น และอาจส่งผลกระทบต่อการเข้ามาพำนักอาศัยและแย่งงานแรงงานไทย จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการทบทวนเรื่องนี้

ในประเด็นการบริหารภาครัฐ แม้รัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต แต่ข้อมูลล่าสุดกลับสะท้อนว่าดัชนีดังกล่าวในปี 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี โดยไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน

นายอรรถกร กล่าวว่า คำแถลงของนายกฯ ที่ระบุว่าจะเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบางจากผลกระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ พร้อมสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงให้ทุกกลุ่มอาชีพ แต่ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมากลุ่มเปราะบางกลับไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนด้านพลังงาน กลับได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว

“ผมจะเก็บเล่มนโยบายของรัฐบาลไว้ใกล้ตัว เพื่อคอยทวงถามทุกคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้ต่อรัฐสภา หากนายกฯ และครม.หลงลืมคำสัญญา ตน และสส.พรรคกล้าธรรม ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความทรงจำของรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชนครบถ้วน

ยอมรับว่ามีบางส่วนที่รัฐบาลพยายามใส่นโยบายหาเสียงลงในคำแถลง แต่คำถามสำคัญ คือ นโยบายเหล่านั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ และจะเป็นประชาชนฐานรากจริงหรือไม่” นายอรรถกร กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน