ณัฐพงษ์ อภิปรายนโยบายรัฐบาล ชี้รัฐบาลภูมิใจไทยกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คุมได้หมด 5 คลัสเตอร์การเมือง ไร้ซึ่งเจตจำนงประชาชน แบ่งตามมุ้งการเมือง เลือกปกป้องพวกพ้อง-ระเบียบเดิมของประเทศ ทำประชาชนไร้หวัง

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า หลังจากได้ฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยนายกฯจบ มีความรู้สึกอย่างไร รู้สึกมีความหวังมองเห็นอนาคตของตนเองควบคู่กับอนาคตของประเทศตามที่นายกฯ ได้ฉายให้พวกเราเห็นหรือไม่ ถ้าไม่ เป็นเพราะอะไร

การอภิปรายของตน จะเป็นการตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงนโยบาย ทำให้ทุกคนรู้สาเหตุชัดเจนมากขึ้นรัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มาจากคณะปฏิวัติ เพราะรัฐบาลชุดนี้คุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งสภาบนและสภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว

เรียกได้ว่า รัฐบาลชุดนี้แบ่งกันบูรณาการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่ไม่ได้เป็นแบบที่นายกฯ ได้แถลงไป เป็น 5 คลัสเตอร์ของกลุ่มอำนาจ ที่เกิดจากการรวมกันตั้งรัฐบาลและแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว

คลัสเตอร์แรกคือ มุ้งการเมืองที่อดีตอาจเคยสังกัดอยู่พรรคอื่น แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาย้ายมาสู่เสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏเด่นชัดว่าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคอันดับ 1 ที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน สส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร

แต่เป็นพรรคอันดับ 1 ที่มี สส.ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมาอยู่ในสภาฯ มากเป็นอันดับ 1 การจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่าง ๆ นี้ ทำให้เราเห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจากบ้านสงขลา ชลบุรี และสุพรรณบุรี

คลัสเตอร์ที่สองคือ พรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลยอมขายวิญญาณตนเองเพราะไม่สามารถต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างสมการทางการเมือง หากพรรคการเมืองอันดับ 2 ขู่ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ไม่ต้องมีข้อกังวลใจ จากปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 290 กว่าเสียง สามารถดึงพรรคการเมืองที่ปัจจุบันอยู่ในพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันทีกลายเป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียง ก็ยังคงเป็นเสียงข้างมากในสภา เกิดปัญหาการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาล

คลัสเตอร์ที่สาม ส่วนสำคัญที่ทำลายล้างอำนาจต่อรองพรรคการเมืองอันดับ 2 คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ประมาณ 20 กว่าเสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะไปร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคอันดับ 2 หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าชักออก ดึงพรรคอื่น ๆ เข้าร่วมรัฐบาลได้ตลอดเวลาเช่นนี้

คลัสเตอร์ที่สี่ บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาล้วนเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ ที่พรรคภูมิใจไทยจะหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ใช้คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตาม หน้าตาที่เขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามแบบที่พวกตนกำลังโดนอยู่ในคดี 44 ส.ส. ใช้ปกป้องพวกพ้องตนเองก็ได้

ยกตัวอย่าง กรณี กกต.รับรองผลการเลือกตั้งจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่ยังมีข้อครหาอยู่เต็มประดา นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ประชาชนยังมีข้อครูหากับหน่วยเลือกตั้งอื่น ๆ ยังไม่ได้ตรวจสอบก็มีการรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว รวมถึงคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ขณะนี้อยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลซึ่งพรรคอื่น

คลัสเตอร์ที่ห้า บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทย คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่น ๆ ว่า มาเถอะอยู่ข้างนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือเป็นคนที่ถือตั๋วใบที่สอง ให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การบริหารโดย 5 คลัสเตอร์ ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้เมื่อเริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ที่ผลประโยชน์ลงตัวการจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัว ไม่เห็นเจตจำนงหรือวาระที่จะผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล หลังฟังนายกฯ แถลงนโยบาย 23 ข้อจบ ตนจึงไม่รู้สึกว่ากำลังจะมีอนาคตร่วมกับอนาคตของประเทศ

ช่วงต้นนายกฯวางหลักการที่ท่องเหมือนคาถา 3 ข้อ ข้อแรก จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ข้อสองคือ การยึดมั่นในระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อสาม ยึดมั่นในหลักนิติธรรมบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค

ไม่ว่าพรรคใด รวมถึงพรรคประชาชนหากได้เป็นรัฐบาลก็ต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ แต่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินคือ รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีiกูล จะพาประเทศไปในทิศทางใด

ตนฟังคำแถลงนโยบายของนายกฯ จบ 1 ชั่วโมงกว่ายังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน ยังไม่เห็นพันธกิจ หรือเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้ตกลงแล้วอะไรคือ วาระของประเทศที่แต่ละพรรคตกลงร่วมกันในการตั้งรัฐบาล

ยกตัวอย่าง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การแสดงออกทางการเมือง ตนเองไม่เห็นการให้น้ำหนักหรือบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบาย จึงขอสอบถามพรรคร่วมรัฐบาลว่า เจตจำนงทางการเมืองความเป็นนักประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ทำไมถึงไม่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้

ตนคิดว่าปัญหาใหญ่สุดในประเทศอาจไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าเราจะเจอวิกฤตภายนอกที่รุมเร้าเข้ามาขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชน เราพอจะมีหลักยึดได้บ้าง

สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมัน วิกฤตสังคม เครือข่ายทุนเทาสแกมเมอร์ วิกฤตความมั่นคง เช่นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม เช่นปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ทุกวิกฤตเกี่ยวข้องกับคนในประเทศเราทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐนี้ปกป้องเสมอมา คือไม่เลือกปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน

นายณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างวิกฤตน้ำมัน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมีดุลอำนาจลงตัว มีดุลอำนาจทางการเมือง ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เชื่อมั่นหรือไม่ว่ารัฐบาลที่มีอยู่จะใช้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศ กำกับดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสม สะท้อนกับต้นทุนจริงไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชนในขณะนี้ วิกฤติฝุ่น PM 2.5

ขณะที่เราสูญเสียอาสาสมัครดับไฟป่าเป็นทุกปี ประชาชนนับล้านได้รับผลกระทบ รัฐบาลที่มั่นคงได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงหรือไม่ว่าท่านพร้อมใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อผ่านกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว ไม่ใช่ใช้ไพ่โจ๊กเกอร์ในมือเพื่อกุมอำนาจของรัฐบาล

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกฯ มีในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใด เชื่อว่าสามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ อยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมือง เป็นสิ่งที่ตนเองและประชาชนกำลังมองหาจากตัวนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทุกคน

สิ่งที่พวกเราต้องการคือ รัฐบาลที่จะเข้าไปทำให้สิ่งที่ถูกกลายเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ได้ต้องการทำสิ่งผิดให้เป็นสิ่งถูก วิกฤตภายในที่เกิดขึ้นคือ สถานการณ์ที่กลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป

สำหรับการอภิปรายของพรรคประชาชน 2 วันต่อจากนี้ จะเป็นเวทีที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่ประเทศกำลังมองหาอาจจะไม่ได้อยู่ในเล่มคำแถลงนโยบาย แต่คือรัฐบาลที่ไม่ได้เลือกจะรักษาระเบียบเดิม แต่เลือกที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประชาชน

“พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน