“กรณ์” ซัด รัฐบาล ไม่มีนโยบาย แก้ปัญหาน้ำมันที่ชัดเจน มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา รอให้ราคาน้ำมันโลกลดลง ชี้ รมว.พลังงาน อ้างผลงานลดราคาโรงกลั่น 2 บาท ทั้งที่ควรลด 12 บาท ทำ ปชช.ต้องใช้นำมันแพง เหน็บเกรงใจ นายทุน แต่ไม่มีความเกรงใจความเดือดร้อนปชช. สวน “เอกนิติ” ภาษีสรรพสามิต ส่งตรงเข้ากองกลาง ไม่เกี่ยวช่วยระบบสาธารณสุข

10 เม.ย. 69 – ที่รัฐสภา การประชุมร่วมรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายรัฐบาล นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย ว่า

ปัญหาที่สำคัญคือ เศรษฐกิจปากท้องของประชาชน และคงไม่พ้นราคาปัญหาน้ำมัน จากการติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ปัญหาของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาล ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา รอให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงมา

หากดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวราคาหน้าปั๊ม แม้ราคาตลาดโลกจะปรับลดลง ประชาชนก็ยังต้องจ่ายราคาน้ำมันที่สูงเหมือนเดิม ซึ่ง วันที่ 10 เม.ย. ราคาหน้าโรงกลั่นได้ลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊ม ที่ประชาชนต้องจ่ายลดลง 2.14 บาท ซึ่งการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมันลดลง หากเทียบกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ที่สะท้อนการปรับลดลงในตลาดโลก

มองว่า ควรลดลงกว่า 7 บาท สาเหตุเพราะ เมื่อรัฐบาลได้อ้างผลงานในการเจรจาลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร และเมื่อวานค่าการตลาดที่ประชาชนต้องจ่ายหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นจาก 5 บาท เป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

และทำให้สุดท้าย แม้ราคาตลาดโลกจะลดลง ราคาโรงกลั่นลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงเพียงแค่ 2 บาท ซึ่งสะท้อนถึงประเด็นปัญหาการ แก้ปัญหาของรัฐบาลเรื่องนี้ และจะพบว่า ภาระทั้งหมดถูกผลักให้ประชาชนต้องแบกรับ แม้แต่เรื่องการอ้างผลงานการเจรจาลดค่ากลั่นลง 2 บาท

ทั้งนี้ สูตรการทำงานของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้เจรจาปรับลดลง 2 บาท โดยอิงค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคม ที่ 7 บาท หมายถึงว่า ค่าการันที่ควรเก็บคือ 2 บาท บวกกับ War Premium 3 บาท ทำให้ขอคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาท แต่ขณะนี้ค่าการกลั่นไม่ใช่ 7 บาท แต่เฉลี่ยคือ 17 บาท ดังนั้นควรที่จะลด 12 บาท

ตนจึงมองว่า นโยบายไม่ชัด และทุกการตัดสินใจทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่เกรงใจนายทุนมากเกินไป ในขณะที่ความเกรงใจและความเดือดร้อนของประชาชนแทบไม่มี

และในส่วนของรัฐบาล ภาษีสรรพสามิตจากประชาชน ในยามที่เดือดร้อนสูงสุด กับไม่ปรับลดลงมาแม้แต่สตางค์เดียว

และเมื่อวาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงว่า ภาระการดูแลราคาน้ำมัน ให้เป็นของกองทุนน้ำมัน ซึ่งหมายความว่า ให้ประชาชนดูแลเอง เพราะคนที่ต้องชดใช้หนี้ในกองทุนน้ำมัน คือประชาชน ส่วนรัฐบาลยังยืนยันเก็บภาษีกับสามิตแนวราคาเท่าเดิม เพราะหากทำเช่นนั้น จะไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล

“ภาษีสรรพสามิต ที่เก็บจากน้ำมัน ไม่ได้เป็นภาษีที่ส่งตรงไปยังการรักษาพยาบาล หรือสาธารณสุข แต่เก็บเข้ากองกลาง สิ่งที่เราเรียกร้องคือรถภาษีสรรพสามิตและไปลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่ควรอ้างการรักษาพยาบาล เพราะไม่เคยมีใครไปขอให้ลดค่าใช้จ่ายส่วนนั้น

ซึ่งหากให้ประชาชนเลือกคงให้น้ำมันถูกลง และค่าครองชีพลดลง เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายบางเรื่องที่รัฐบาลสามารถปรับลดลงได้ แล้ววันนี้ ยังตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อสืบข้อเท็จจริงในการกำหนดราคาน้ำมันว่า ควรจะเป็นอย่างไร หรือ คตร.

ตนบอกว่า รัฐบาลควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ว่าการคำนวณราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนควรใช้สูตรไหน อย่าใช้เพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา และหวังว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยุติ ประชาชนจะลืมปัญหาความเดือดร้อนในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ ยังอภิปรายถึง ราคาค่าไฟที่ไม่ได้ปรากฏในนโยบายของรัฐบาล ว่าไฟฟ้าของไทยพึ่งพาแก๊สเป็นเชื้อเพลิงในระดับที่สูงมาก ซึ่งสงครามทำให้ราคาแก๊สสูงขึ้น ซึ่งสัญญาการซื้อขายระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกับเอกชน ทำให้เอกชนมีกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่แก๊สในตลาดโลกสูงขึ้น

เพราะสูตรการซื้อไฟ มีการคำนวณปริมาณแก๊สเกินกว่าที่เอกชนใช้จริง ซึ่งมีส่วนต่างถือเป็นกำไรของเอกชน ซึ่งราคาแก๊สสูงขึ้น ส่วนต่างยิ่งมีมูลค่าที่สูงขึ้น ส่วนการซื้อแก๊ส LNG มีการเปิดช่องโหว่ให้เอกชน ผู้นำเข้าสามารถขายแก๊สที่สั่งซื้อมาให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาที่แพงกว่าต้นทุนการนำเข้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน