กัณวีร์ เตือน แม่ทัพภาค 4 อย่าแพ้เสียงในหัว ทำประชาชนหวาดกลัว จี้ นายกฯ จับคนบงการสังหาร “สส.กมลศักดิ์” คืนความเชื่อมั่นสันติภาพใต้
วันที่ 15 เม.ย. 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตสส. และประธานมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ กล่าวถึงการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติว่า รัฐบาลอนุทินต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้
“ผมเรียกร้องให้นายกฯ เร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะครั้งนี้มันคงไม่เหมือนกรณีการลอบสังหารหรือที่สังหารคนได้ในสมัยก่อนๆ ที่คนทั่วไปมองแล้วก็คิดกันไปต่างๆ นานาว่า คนนั้นทำคนนี้ทำ เพราะเหตุนั้นเหตุนี้ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปมาก”
นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มันหนักหนาและกดทับมานานมากแล้ว มีการกล่าวโทษว่าคนนั้นทำคนนี้เป็นคนทำเรื่องสถานการณ์ให้เลวร้าย และหลายๆ ครั้งจับมือใครดมไม่ได้ ครั้งนี้คือบททดสอบของรัฐบาลว่าจะมีความสามารถหรือไม่ในการสร้างความกระจ่างให้สังคมรับรู้ และไม่มีการโยน “บาปลอย” โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้สังคมรับทราบ
“ครั้งนี้เข็มทิศมุ่งไปที่ทหาร ว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาใดๆ ลองไปดูสื่อ ข่าว และสังคมออนไลน์ต่างๆ รถที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นของทางราชการ กอ.รมน. ผู้ต้องหาที่ยังลอยนวลอยู่เคยรับราชการทหาร ถึงแม้ว่าจะมีอายุราชการเพียงสั้นๆ
หลังจากจบจากโรงเรียนนายเรือ ลาออกยศเรือเอก แล้วไปทำงานการรักษาความปลอดภัย ของ UN-SSS ที่ ESCAP ประจำภูมิภาคที่อยู่ในประเทศไทย และถูกส่งไปทำงานต่างประเทศจนลาออก แล้วไปทำงานภาคเอกชนในที่สุด และที่สำคัญเป็นเพื่อนของนายทหารที่ให้ยืมรถราชการไปจนไปใช้ก่อการลอบสังหารครั้งนี้”
นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า ยังมีอดีตทหารอื่นอีกเข้าไปร่วมขบวนการลอบสังหารครั้งนี้ด้วย กระบวนการยุติธรรมต้องนำหลักฐานเชิงประจักษ์มาให้สังคมรับทราบ ตอนนี้หากใครออกมาพูดอะไรที่เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงก็จะโดนกระแสสังคมออกมาตีทันที
“ยกตัวอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 โดนนักข่าวถามมากๆ ก็หลุดปิดไมค์ แต่เปล่งเสียงเสียดังออกมาทำนองว่า “ถ้าผมทำ ไม่รอดหรอก” เข้าใจครับ ผู้ที่อยู่กับอาวุธและทำงานด้านความมั่นคงแทบทุกคนจะมีความคิดอย่างเดียวกัน คือ “ถ้ากูทำ ไม่รอด”
แต่ความคิดในหัว ไม่สมควรเป็นคำพูดออกมา หากเราอยู่ในฐานะทางสังคมที่มีบทบาทกับการทำงานที่สำคัญ และโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วใครจะอยากมองทหารเป็นที่พึ่งอีกต่อไป หากผู้นำในพื้นที่อย่างแม่ทัพภาคที่ 4 ยังเปล่งวาจาเสียขนาดนี้
ประชาชนยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นจากเดิมที่หวาดวิตกอยู่แล้ว หลังจากนี้หากเกิดเหตุใดๆ ก็ตามที่หาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีไม่ได้ เข็มทิศก็จะมุ่งมาสู่ทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ประเทศเจ็บปวด วาทกรรม IO โจมตีฝั่งตรงข้ามจะมากขึ้น หยุดโจมตีกัน มุ่งหน้าหาทางแก้ไขและนำสันติภาพแบบยั่งยืนมาให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้ หาข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ทั้งสองหรือสามฝ่ายให้ได้ สันติมันจะกลับคืนมา
“แบแว (นายกมลศักดิ์) คือ 1 ใน 500 คนที่ถูกเลือกเป็นผู้แทนหรือผู้รับใช้ประชาชน เหมือนกับนายกฯ ลองคิดดูหากการลอบสังหาร สส. เป็นเรื่องปกติของคดีอาชญากรรม ผมว่าประเทศนี้อยู่ไม่ได้แล้ว รู้ตัวผู้ต้องหาแล้วตามจับให้หมด เค้นมันออกมาให้ได้ใครคือผู้จ้างวาน
เอาไอ้ตัวจ้างวานและบงการมาดำเนินคดีให้ถึงสิ้นสุด นำมันมาให้สังคมรับรู้ถึงความชั่วร้ายที่กัดกินความไม่สงบในพื้นที่ และเป็นเหลือบไรที่คอยแสวงหาผลประโยชน์จากความไม่สงบในพื้นที่ให้จงได้ คนไทยยังรอวันนั้นนะครับนายกฯ อนุทิน” นายกัณวีร์ กล่าว