ยศชนัน ผนึกพันธมิตร เปิดตัว SPACE-F รุ่น 7 ดันฟู้ดเทคไทยสู่เวทีโลก ชู Wellness Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยเป็นฮับท่องเที่ยวสุขภาพของโลก
วันที่ 20 เม.ย. 2569 ที่โรงแรมวี กรุงเทพฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมด้วยบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ม.มหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และพันธมิตรใหม่ Foodland Ventures จากไต้หวัน
ร่วมเปิดตัว “SPACE-F Batch 7” หรือ “SPACE-F รุ่น 7” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสานต่อความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหารและผู้ประกอบการ เข้าร่วม
นายยศชนัน กล่าวว่า อว. มีเป้าหมายที่จะนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจากสตาร์ตอัปใน Batch นี้ เข้าไปในการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ท่านนายกฯ ได้ทดลองชิม เพื่อสร้างความตระหนักว่า FoodTech คืออนาคตใหม่ของประเทศ และเตรียมนำผลิตภัณฑ์ไปนำเสนอในการประชุมบอร์ดบริหารของรัฐบาลในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ในส่วนของหัวใจคือเทคโนโลยีที่มาพร้อมรสชาติแบบไทย แม้จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพียงใด แต่ต้องรักษามาตรฐานรสชาติที่ดีของอาหารไทย ยกตัวอย่างไข่เจียวไฮเทคที่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาให้รสชาติใกล้เคียงไข่เจียวไทยจริงๆ มากขึ้น เพื่อให้เทคโนโลยีเข้าถึงใจผู้บริโภคได้จริง
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ขณะที่นวัตกรรมอาหารภายใต้เศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) นั้น ในปีนี้มุ่งเน้นการใช้ Wellness Economy เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เรื่องอาหาร แต่รวมถึง AI, ICT, และซอฟต์แวร์ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism Hub) ของโลก
โดยได้รับการสนับสนุนจาก BOI ในการเชื่อมโยงโอกาสการลงทุน ในประเด็นการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบคุณภาพ (Biodiversity & GI) จะสนับสนุนให้สตาร์ตอัปนำความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบที่เป็นสินค้า GI ของไทย มาปรับใช้ทดแทนวัตถุดิบทดแทนจากต่างประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า สำหรับการเชื่อมโยงผู้คิดกับผู้ทำนั้น โครงการนี้เน้นการเชื่อมโยงสตาร์ตอัปเข้ากับบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และนักลงทุน เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปในกลุ่ม Accelerator ก้าวไปสู่การระดมทุนระดับ Series A หรือ B และช่วยกลุ่ม Incubator ให้เรียนรู้ประสบการณ์การทำธุรกิจและการ Pitching จากรุ่นพี่ เพื่อก้าวข้ามช่วง Death Valley ของธุรกิจ
รวมไปถึงประเด็นเรื่อง ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการในยุคสงคราม ในสภาวะโลกปัจจุบันที่เผชิญกับภาวะสงคราม ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโภชนาการ (Nutrition Security) เป็นสิ่งสำคัญ
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า โครงการนี้จึงเป็นโอกาสที่สตาร์ตอัปจะได้สร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนทั้งโลก โดยรัฐบาลจะทำงานร่วมกับ SPACE-F อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และใน “SPACE-F Batch 7” มีสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ
โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อให้สามารถเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม







