เอกนิติ โต้ ‘กรณ์’ ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ยันต้องใช้เยียวยาประชาชน พาประเทศพ้นวิกฤต ลั่นเป็นวิกฤตโลก ต้องเตรียมพร้อมถ้ารุนแรงขึ้น

วันที่ 23 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถามเกี่ยวกับการเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่ได้มีการปรึกษากับกระทรวงการคลัง

โดยระบุว่า เป็นห่วงว่าในอนาคตรองนายกฯ จะสามารถรักษาวินัยการคลัง ตามความตั้งใจได้หรือไม่ จริงๆ เราทราบกันดีว่าฐานะการคลังของประเทศ ณ ปัจจุบันค่อนข้างดี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จริง แต่คิดตามสัดส่วนเมื่อเทียบกับต่างประเทศอยู่ในระดับที่ถือว่าดี

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรามีพ.ร.บ.หนี้สาธารณะที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถมีอะไรได้มากกว่ารายจ่ายได้ในปีงบประมาณแต่ละปีแต่มีเพดานจำกัดอยู่ที่ 20% ของงบประมาณโดยรวม

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า อยากถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันเข้าเกณฑ์เข้าเกณฑ์มาตรา 172 ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ และสถานการณ์แบบไหนที่ท่านมองว่ารัฐบาลนี้อาจที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินจากการขาดดุลในงบประมาณได้

นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า หากถามว่าสถานการณ์วิกฤตหรือไม่ วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่างวิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ตนได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤตตะวันออกกลาง

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไรเพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หว่านแห เพราะทรัพยากรทั้งโลกเราเพิ่งฟื้นตัวจากโควิด ปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีต เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า เราพยายามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆ อย่างรวดเร็วผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไปช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆ นี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยัง ตนก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ เราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยาและสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือนอกจากเราจะเอามาใช้ไม่ใช่แค่การเยียวยา แต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยประเทศไทย

“ถ้าพ้นวิกฤตครั้งนี้ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งผ่านน้ำมันก๊าซธรรมชาติการนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้น”

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ถ้าเราพ้นวิกฤตวันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดานที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน