เท้ง ยัน ปชน. ไม่ลดเพดาน พร้อมทำหน้าที่ สส. ปัดตอบนั่งหัวหน้าพรรคต่อ รอที่ประชุมใหญ่เคาะ 26 เม.ย.นี้ “หมอวาโย” กางไทม์ไลน์คดี 44 สส. หวังได้รับความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่โรงแรมเมเปิลบางนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีศาลฎีการับคำร้อง คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล และให้ 10 สส.พรรคประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ต่อ มองว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ หรือเป็นเพราะคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกเราอยากชี้ให้เห็น คือ อนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย หนึ่งในนั้น คือ กระบวนการยุติธรรมต่างๆ และองค์กรอิสระปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อคดีนายศักดิ์สยาม แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมาให้ความเห็นว่า เคยมีคำวินิจฉัยไปแล้วเส้นทางการเงินมีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร และเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. ก็เป็นสิ่งที่สังคมมองเห็นว่า ป.ป.ช. กำลังจะปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันหรือไม่

เมื่อถามว่ายังจะมีการปรับโครงสร้างพรรคเหมือนเดิมหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเลือกกรรมการบริการพรรคชุดใหม่ ขอให้รอที่ประชุมใหญ่ในวันอาทิตย์นี้ก่อน

เมื่อถามว่าเตรียมแนวทางการสู้คดีไว้อย่างไร นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า คาดหวังความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมในศาลฎีกาฯ คงจะต้องต่อสู้ไปอีกนานพอสมควร เพราะสำนวนคดีนี้เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 60

ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน แต่ละคนก็มีพยานหลักฐานและพยานบุคคล ที่เราต้องการขอหมายจากศาล เพื่อเชิญพยานบุคคลและหลักฐานภายนอกเข้ามา ฉะนั้น คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

นพ.วาโย กล่าวว่า คาดหมายว่าจะได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาได้คัดค้านและโต้แย้งมาโดยตลอดว่า การไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นไปโดยมิชอบ และเราไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงในกระบวนการของ ป.ป.ช. เลย เพราะบางคนขอหมายยื่นพยานจาก ป.ป.ช. แค่หมายเดียวป.ป.ช.ก็ยังไม่ออกให้เลย

และทั้ง 43 คน ไม่มีใครได้รับอนุญาตจาก ป.ป.ช. ที่จะได้รับหมายขอพยานบุคคลภายนอกเลย จึงคิดว่าน่าจะได้รับความเป็นธรรมในศาล และคำร้องคัดค้านของตนที่ยื่นต่อศาล ขอให้ศาลวินิจฉัยถึงกระบวนการอันมิชอบของ ป.ป.ช. ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ยกคำร้องของตนไป ซึ่งอาจจะมีคำสั่งเดียวกันไปในคราวเดียวกันกับคำพิพากษาก็ได้

ซึ่งในโอกาสนี้ศาลได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งคำพิพาทของตัวเอง ภายใน 15 วัน เพราะถือว่าเป็นกระบวนการที่ชอบแล้ว ป.ป.ช. ก็โต้แย้งมาแล้วกัน เหตุผลที่บอกว่าพยานหลักฐานที่ตนขอไปทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับคดี ป.ป.ช. ก็ต้องตอบให้ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร

แต่ทั้งนี้ทั้ง 10 คนเมื่อได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแบบมีเงื่อนไข จะเห็นว่าเงื่อนไขค่อนข้างกว้าง ต้องตีความและผูกอยู่กับคำร้อง โดยแต่ละคนคงจะได้รับคำร้องและเตรียมข้อมูล ดูเนื้อหาตามคำร้องอย่างละเอียด เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเหมาะสม

นพ.วาโย กล่าวถึงกรณี 10 สส. หาก ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลว่าสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะเป็นคู่ความในคดีในฐานะผู้ร้อง ส่วนกรณีนายสนธิญา สวัสดี ไปยื่นร้องคัดค้านคำสั่งศาล แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. แต่คู่ความในคดีนี้ คือ ป.ป.ช. กับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล คาดว่าศาลจะไม่รับคำร้อง เพราะไม่ใช่คู่ความ

เมื่อถามว่าได้คุยกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลหรือไม่ นพ.วาโย กล่าวว่า “คุณพิธาเขากำลัง ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” โดยกองเชียร์ด้านหน้ากล่าวว่า อินเลิฟ

จากนั้น นายณัฐพงษ์ ได้ขอตอบคำถามแทนว่า ในคดีนี้ได้คุยกับนายพิธา ที่ขณะนี้อยู่ในต่างประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการบริหารพรรคต่อ หากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี มีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อนั้น ทุกคนมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ส่วนตำแหน่งต่างๆ จะเลือกอย่างไร ขอให้ที่ประชุมใหญ่ให้ความเห็นชอบในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.นี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงหลักการส่งรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านว่า ในสภาไม่จำเป็นต้องรอการเลือกหัวหน้าพรรค หรือการเลือกกรรมการบริหารพรรคของพรรคประชาชน และตนได้ยืนยันเรื่องนี้ต่อข้าราชการสภาไปแล้ว ฉะนั้น เข้าใจว่ากระบวนการเสนอชื่อตนเป็นผู้นำฝ่ายค้านน่าจะมีการดำเนินการอยู่ ขอไปถามฝั่งประธานรัฐสภาโดยตรง

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีการสื่อสารกับผู้สนับสนุนพรรค เกี่ยวกับจุดยืนของพรรคในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในบางข้อ เมื่อมีคำสั่งศาลฎีกาออกมาแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรโดยไม่เสียอุดมการณ์ว่า เชื่อว่าเพื่อน สส. ที่ยืนอยู่บนเวทีน่าจะได้รับข้อความแสดงความยินดี ที่วันนี้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

แต่อยากให้ทุกคนตระหนักว่า กระบวนการนิติสงครามไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ สิ่งที่พวกเราโดนคดีมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในประเด็นนี้ในวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเนื้อหากฎหมายที่เสนอแก้ไขเรื่องการใช้อำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติแต่อย่างใด

“แต่เป็นเรื่องปฏิกิริยาตอบโต้จากระบอบการเมืองที่กำลังรวบประเทศนี้อยู่ ไม่ว่าจะมีอำนาจควบคุมหรือเกี่ยวข้องกับกลไกในองค์กรอิสระ หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่มาโดยตลอด

ในบรรยากาศที่ทุกคนแสดงความยินดีกับพวกเรา ยืนยันว่าพวกเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองของประเทศให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนสูงสุด” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การทำหน้าที่ฝ่ายค้านและการตรวจสอบรัฐบาล ทำอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าคำสั่งศาลที่ออกมาอาจจะมีเงื่อนไขมาก หลังจากนี้จะลดเพดานในการขับเคลื่อนประเด็นที่แหลมคมแบบนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็คงไม่ได้มีการลดหรือเพิ่มเพดานอะไร เราก็เดินหน้าในแบบที่เราเคยทำมาโดยตลอด

วันนี้ไม่อยากให้มองในประเด็นคำสั่งศาลอย่างเดียว อยากให้มองว่าสิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้อยู่ ก็คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาในฐานะผู้แทนราษฎร วันนี้เราไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่เรามีในฐานะ สส. ในสภาขับเคลื่อนทุกอย่างต่อไป ย้ำว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดเพดานอะไร

เมื่อถามถึงทิศทางของพรรคหลังจากนี้ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจจะลดโทนลงมา นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า โจทย์ใหญ่ เราไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน และการขับเคลื่อนทางการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เราจำเป็นต้องเดินหน้าในทุกกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน