‘เอิร์ธ พงศกร’ โชว์งบประมาณของกทม. ยุค ‘ผู้ว่าฯอัศวิน’ พร้อมชี้แจงอย่างละเอียดยิบ ยืนยันเงินเหลือกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่แค่ 94 ล้าน
6 พ.ค. 69 – นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร ในสมัยพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง กรณีงบประมาณของกรุงเทพมหานคร โดยระบุดังนี้
งบประมาณของกรุงเทพมหานคร เกินดุลทุกปี ความพยายามชำระหนี้ BTS-เงินเหลือไว้ให้ 76,000 ล้าน ไม่ใช่ 94 ล้าน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการพูดถึงสถานะการเงินของ กทม. และมีการพาดพิงมาถึงช่วงเวลาที่ พล.ต.อ.อัศวิน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. อยากจะขออนุญาตชี้แจง โดยไม่วิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน (ตามเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ยืนยันว่าจะสนับสนุนการทำงาน โดยไม่มีวิจารณ์และขัดขวาง ผู้บริหารกทม. เพื่อให้สามารถบริหารงานอย่างเต็มที่
ดังนั้น ผมจึงขออธิบายความจริงอีกด้าน เพื่อความเป็นธรรมของ พล.ต.อ.อัศวิน
1. เงินเหลือ เกินดุล
งบประมาณ
ปี 2560 +5406
ปี 2561 +14193
ปี 2562 +8134
ปี 2563 +4586
ปี 2564 +4551
ปี 2565 +10952
การมีเงินเหลือจ่ายตอนสิ้นปีงบประมาณ เป็นเรื่องปกติทางบัญชีที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเก็บรายได้ทะลุเป้า หรือเพราะมีโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคากลาง
แต่ในช่วงปี 62-65 กรุงเทพเผชิญกับวิกฤต COVID-19 รัฐบาลมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการประกาศลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงถึง 90% ติดต่อกันสองปี นั่นหมายความว่ารายได้หลักของ กทม. หายวับไปปีละ 10,000-14,000 ล้าน แต่รายจ่ายกลับพุ่งทะยานขึ้น ทั้งในเรื่องของสาธารณสุข การเยียวยาและการดูแลคนกรุงเทพในช่วงโควิด แต่ก็เลือกที่จะประคองเมืองให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการรัดเข็มขัดอย่างหนักหน่วงที่สุด
2. หนี้รถไฟฟ้า
ทุกวันนี้มีการพูดว่า กทม. ขนาดนำเงินไปชำระหนี้ยังมีเงินเหลื เกินดุล อีกกว่า 5,000 ล้านบาท ในอดีต พล.ต.อ.อัศวิน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าหนี้ก้อนนี้จะมีมาก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง
2.1 – ขอให้สภากทม. อนุมัติใช้เงินสะสม เพื่อชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากสภากทม. มีความกังวลว่าภาระหนี้จะใหญ่เกินกว่าที่ กทม. จะแบกรับไหว และกลัวว่าเมืองจะล้มละลาย
2.2 – จากนั้นได้ไปขอสภากทม. พร้อมร่างข้อบัญญัติกู้เงิน เพื่อขอนำเงินมารับโอนทรัพย์สินและชำระหนี้ก้อนนี้ให้จบ ซึ่งสามารถแบ่งชำระได้ในส่วนของ หมอชิต-คูคต
2.3 – ในส่วนหนี้ที่เหลือ ก็หันไปหารัฐบาลกลาง ขอเงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลเป็นคนสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ
2.4 – มีความพยายามจากรัฐบาลในการใช้ ม.44 เพื่อเจรจากับเอกชน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้
3. วาทกรรมเหลือเงินให้ 94 ล้าน
นี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุดคือ มีการพูดซ้ำ ๆ ว่าผู้บริหารชุดเก่าทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียงแค่ 94 ล้านบาท บัญชีเงินสะสมรวมของ กทม. ที่ผู้บริหารชุดเก่าส่งต่อให้นั้นสูงถึงประมาณ 76,000 ล้านบาท (เพื่อเป็นบำนาญให้ข้าราชการ เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน และ เพื่อให้ใช้ไปแนวทางผู้บริหารใหม่ช่วงเวลาสำคัญ)
ต่อมา ผู้บริหารและสภากทม. ชุดใหม่ ได้อนุมัติให้ใช้เงินสะสม 76,000 ล้านบาท ออกมาจ่ายหนี้ค่าระบบ (E&M) กว่า 23,000 ล้านบาท และค่าเดินรถ (O&M) อีกกว่า 40,000 ล้านบาทได้สำเร็จ
ทำให้ปัจจุบันยังเหลือหนี้ในโครงการนี้ อีกประมาณ 50,000-60,000 กว่าล้านบาท
ปัจจุบันเงินสะสมนี้คาดการณ์ว่าเหลืออยู่ที่หลักพันล้านบาท
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการบริหารเงินจะออกมาในรูปแบบ “เกินดุล” “สมดุล” หรือ”ขาดดุล” มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ
การที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันและสภา กทม. ชุดใหม่ สามารถหาทางออกและชำระหนี้ก้อนใหญ่ได้สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ
ขอเป็นกำลังให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านปัจจุบัน และ สก. ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่เพื่อเมืองนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพราะความสำเร็จของพวกท่าน คือกรุงเทพมหานครของพวกเราทุกคน