สว.เทวฤทธิ์ จี้ถามความคืบหน้า คดีสลายชุมนุมปี 53 หวั่นขาดอายุความเหมือนตากใบ ด้าน รมว.ยุติธรรม ยันให้ความเป็นธรรม เร่งรัดคดีไม่ให้ขาดอายุความ

วันที่ 11 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ช่วงกระทู้ถามเป็นหนังสือ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. เรื่องสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 และแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้คดีหมดอายุความโดยที่ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ถามพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า ผ่านมา 16 ปี กับเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ 53 ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ผู้ชุมนุมและอาสาสมัครมนุษยธรรม และอื่นๆ รวม 94 ราย ซึ่งมีกระบวนการสืบหาข้อเท็จจริง เอาคนผิดมาลงโทษในช่วงเวลาแรกที่มีการสลายการชุมนุม ซึ่งกระบวนการภายหลังตีบตันและล่าช้าหายไป ตั้งแต่หลังมีการทำรัฐประหาร

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนได้ยกขึ้นนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับอาสาสมัครมนุษยธรรม สื่อมวลชน ประชาชน หรือแม้กระทั่งทหาร โดยวิธีการแสวงหาความยุติธรรมผ่านมา 16 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า

นายเทวฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนเคยตั้งคำถามกับรมว.ยุติธรรม คนก่อนหน้านี้ท่านตอบมาคร่าวๆ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง คดีในกระบวนการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 181 คดี สั่งฟ้อง 13 คดี คำสั่งไม่ฟ้อง 16 คดี คำสั่งงดการสอบสวน 140 คดี และรวมสำนวนคดี 12 คดี

นายเทวฤทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนเรื่องยึดมั่นในหลักนิติธรรม จึงอยากถามว่าสถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 13 คดีดังกล่าวปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใดของการพิจารณาคดีทางศาลหรือกระบวนการยุติธรรมคำพิพากษาเป็นเช่นใด คดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุความแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะมีนโยบายแนวทางหรือวิธีการจัดการอื่นใดในการเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมนี้ขาดอายุความเฉกเช่นเดียวกับคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกรณีตากใบ และอยากทราบว่ามีการหารือกับพรรคเพื่อไทยเรื่องความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงหรือไม่

ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล แจงว่า 1. สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนหลายคดี คร่าวๆ จำนวนทั้งสิ้น 383 คดี แบ่งเป็น 4 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 คือคดีก่อการร้ายจำนวน 156 คดี
กลุ่มที่ 2 บังคับรัฐบาลให้ดำเนินการใดๆ จำนวน 25 คดี
กลุ่มที่ 3 คดีการทำร้าย ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 181
กลุ่มที่ 4 คดีกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการจำนวน 21 คดี

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า กลุ่มที่ 3 เรื่องการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ มีทั้งหมด 13 คดี พนักงานสอบสวนโดยดีเอสไอ มีความเห็นสั่งฟ้อง และได้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายแล้วเสร็จสิ้น สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ 5 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 คดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายจำนวน 2 คดี ซึ่งเรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา โดยออกหมายจับตามภาพส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และประกาศสืบจากผู้ต้องหาในอายุความตามกฏหมาย

ผลการดำเนินการล่าสุดเนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี ได้ออกหมายจับตามภาพ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันเร่งรัด และติดตามจับกุมผู้ต้องหามาโดยตลอดแต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ปัจจุบันคดีได้ความขาดอายุความแล้ว

กลุ่มที่ 2 เป็นคดีที่ที่กล่าวหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งมีทั้งหมด 6 คดี โดยในกลุ่มนี้ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ทางพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดจำนวน 6 คน

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มคดีที่ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรสั่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหาเนื่องจาก ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้มีอำนาจทำการไต่สวน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า การยกฟ้องดังกล่าว เป็นกรณีการยกฟ้องของอำนาจการสอบสวน ดังนั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง คณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อพิจารณา ต่อมาคณะกรรมการป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนและยกคำร้องกรณีดังกล่าว ที่กล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ รัฐมนตรีขณะนั้น และให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อนำมาดำเนินคดีต่อไป รวมทั้งหมด 3 คดี

ล่าสุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นงดการสอบสวนเนื่องจากยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการมีความเห็นให้งดการสอบสวนและให้สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีภายในอายุความ

กลุ่มที่ 4 คดีที่ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นคนส่งฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องผู้ต้องหา เนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกระทำต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งป.ป.ช.เป็นผู้มีอำนาจทำการไต่สวน การยกฟ้องดังกล่าว เป็นกรณีการยกฟ้องในเรื่องอำนาจการสอบสวน

ดังนั้นดีเอสไอ จึงส่งสำนวนสอบสวนไปยังป.ป.ช.เพื่อพิจารณา ต่อมาทางป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวน และยกคำร้องกรณีกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ดีเอสไอ ดำเนินการสืบสวนหาผู้กระทำผิด เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ส่วนการกล่าวหาว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้กระทำผิด พนักงานสอบสวนคดีได้สอบสวนไต่สวนแล้ว มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องทหารดังกล่าว ส่งสำนวนให้อัยการทหารแล้ว ทางอัยการทหารมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าว โดยในกลุ่มนี้มีจำนวน 1 คดี

กลุ่มที่ 5 เป็นคดีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นควรสั่งฟ้องส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการดำเนินการ อัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง จำนวน1 คดี ฉะนั้นการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้ง 13 คดี ได้เสร็จสิ้นแล้ว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และหลักนิติธรรมโดยเคร่งครัด

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวด้วยว่า ส่วนอายุความในการดำเนินคดีอาญา มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์สมัยการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ถือเป็นความผิดอาญาทั่วไป ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอายุความตามกฎหมาย ซึ่งดีเอสไอและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับอายุความคดี เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนตามหลักนิติธรรม

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า ทางกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายและแนวทางเร่งรัดการดำเนินคดีป้องกันไม่ให้คดีขาดอายุความ นอกเหนือจากกฎหมาย โดยได้เร่งรัดกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้เป็นไปอย่างยุติธรรม เท่าเทียมและรวดเร็ว คุ้มครองสิทธิ์ของประชาชน

นอกจากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษและมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553 ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับผิดชอบสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และเพื่อประโยชน์แห่งคดีกระทรวงยุติธรรมได้ทำมาตรการคุ้มครองพยานที่เข้มแข็ง เพื่อให้พยานกล้าให้ข้อมูล

“ตั้งแต่ที่ผมดำรงตำแหน่งรมว.ยุติธรรม ไม่มีกลุ่มใดที่เรียกร้องคืนความยุติธรรม แต่ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ทางกระทรวงยุติธรรมมีนอกเหนือประเด็นที่ได้เรียนไป คือกระทรวงยุติธรรมมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยตระหนักและให้ความสำคัญการดำเนินความยุติธรรม”

“กระทรวงยุติธรรมได้มีการชดเชยและเยียวยา ช่วยเหลือในการให้การประกันตัว สำหรับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุม และมีการชดใช้ให้กับผู้บาดเจ็บ ที่มีการมาติดต่อรวมทั้งสิ้น 6 กรณีเป็นเงินทั้งสิ้น 521,800 บาท ในส่วนนี้กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการอย่างเต็มที่” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน