ปกรณ์ มั่นใจ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไม่ขัดรธน. ชี้ เน้นความมั่นคงเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ความเร่งด่วน ลั่น ครม.ไม่กล้าตีเช็คเปล่า ไม่งั้นติดคุก
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้าน จะกระทบต่อการแก้ปัญหาของประชาชนหรือไม่ว่า การออกพ.ร.ก.แต่ละครั้ง รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผ่าน ก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไร
ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำ ต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะออกพ.ร.ก.ดังกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้น มันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้า ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ
นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไร เว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาผู็แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภาฯจะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน
เมื่อถามว่าสาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพ.ร.ก. เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้ง 2 ก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้
สิ่งที่รัฐบาลทำคือทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้น ทั้ง 2วัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่
นายปกรณ์ กล่าวว่า จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน
รวมถึงสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง
จนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้
ดังนั้น หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้น ตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่
นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำ เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ และผลของมันร้ายแรง หากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก ถือเป็นไปตามปกติ โดยครม.)ทุกคนต้องรับผิดชอบ
เมื่อถามย้ำว่าตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า “เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มี โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรม ผมคิดว่าไม่ควรใช้ คุณตีเช็คเปล่า ก็ติดคุก รัฐบาลไม่ทำ”
นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
เมื่อถามว่าแสดงว่าการร้องศาล ควรร้องประเด็นทำงานแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ควรดูตรงปกหรือเปล่า และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่เราตั้งใจหรือไม่ อย่างนั้นคือสร้างสรรค์