ทนายอั๋น ยื่นหลักฐานใหม่ คดีศักดิ์สยาม ‘พริษฐ์’ พบพิรุธ ป.ป.ช. อาจไม่เคยไต่สวนคดีเลย จี้ประธานสภา ส่งคำร้องให้ศาล ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือถึงนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อประกอบการเขียนคำร้องส่งถึงประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาส่งศาลตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกข้อร้องเรียน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซุกหุ้น
โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ในคดีของนายศักดิ์สยาม ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งพยานหลักฐานที่สำคัญ คือ คำเบิกความของอดีตนายกรัฐมนตรี และนาย “ศ” ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าเป็นนอมินี รวมถึงเส้นทางการเงินที่ส่งคนนี้ใช้โอนไปมาซึ่งกันและกัน จะเป็นหลักฐานช่วยให้วิปฝ่ายค้านทำคำร้องส่งถึงประธานสภาได้สะดวกและง่ายขึ้น
สำหรับภาคประชาชนก็จะมีการร่วมลงชื่อ ถึงจะครบหรือไม่ครบ 20,000 รายชื่อ ก็จะส่งรายชื่อเหล่านั้นให้ฝ่ายค้านนำไปประกอบการยื่นคำร้องในเดือนพ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ตนหวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา จะไม่วินิจฉัยเกินขอบเขตอำนาจของตัวเองเหมือน ป.ป.ช. และ กกต. ที่ทำอยู่ในขณะนี้

ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลพยานหลักฐานที่ภาคประชาชนนำมายื่นวันนี้ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนคำร้องไปยังประธานสภา เพื่อเสนอให้ศาลตั้งคณะไต่สวนอิสระ เพื่อไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. กรณียกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 236
ส่วนการร่วมลงชื่อภาคประชาชนนั้นไม่ว่าจะได้ครบหรือไม่ ทางพรรคฝ่ายค้านก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อแน่นอน ซึ่งขณะนี้รายชื่ออิงตามมติพรรคครบแล้ว คือ พรรคประชาชน 119 เสียง ประชาธิปัตย์ 20 กว่าเสียง ไทยภักดี 1 เสียง เสรีรวมไทย 1 เสียง และสว.ประมาณ 10 คน
ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างคำร้องให้เสร็จภายในสิ้นเดือนพ.ค.นี้ และรอข้อมูลจาก ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของป.ป.ช. คำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม และความเห็นของป.ป.ช. ก่อนมีมติยกคำร้อง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คำร้องต่อประธานสภาจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่สำคัญ ได้แก่
หมวดหมู่ที่ 1 การตั้งข้อสังเกตจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งการโอนหุ้น เส้นทางการเงินต่างๆ เหตุใด ป.ป.ช. จึงไม่นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาพิจารณา หรือหากนำไปพิจารณาเหตุใดจึงไม่มีข้อสรุปว่า นายศักดิ์สยามมีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือซุกหุ้นคล้ายกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี
หมวดหมู่ที่ 2 ตั้งข้อสังเกตจากคำร้องของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และสส.หลายคนที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.นั้น ทางป.ป.ช.พิจารณาครบทุกข้อกล่าวหาหรือไม่ ตกหล่นหรือไม่
หมวดหมู่ที่ 3 การตั้งข้อสังเกตในกระบวนการตั้งแต่รับคำร้องไปจนถึงการตรวจสอบหรือไต่สวนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของ ป.ป.ช.หรือไม่ เพราะนายปกรณ์วุฒิในฐานะที่เป็นผู้ร้องไม่เคยได้รับการสื่อสารติดต่อกลับจาก ป.ป.ช.เลย ทราบพร้อมประชาชนว่ามีการยกคำร้องไปแล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดวิสัย
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตนมีข้อสังเกตใหม่ที่อยากฝากคำถามไปถึง ป.ป.ช. และชวนประชาชนคิดตามด้วย คือ ตกลงแล้วก่อน ป.ป.ช. จะยกคำร้องกรณีนายศักดิ์สยามนั้นได้ไต่สวนผู้เกี่ยวข้องกับคดีจริงหรือไม่ ตนสงสัยว่า ป.ป.ช. อาจไม่ได้ดำเนินการไต่สวนเลย
เพราะเมื่อดูพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 51 เขียนชัดว่าการไต่สวนเรื่องใดที่เป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือมีการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช.จะต้องไต่สวนเองหรือแต่งตั้งกรรมการไม่น้อยกว่า 2 คนและบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการไต่สวนก็ได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นตรงนี้เลย แม้แต่ในคำแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ตนคาดว่า ป.ป.ช. น่าจะใช้ช่องของมาตรา 49 ในการปัดตก ซึ่งมาตราดังกล่าวระบุว่าหากตรวจสอบเบื้องต้นและมีข้อมูลไม่เพียงพอ หรือความผิดที่กล่าวหานั้นไม่ได้อยู่ในหน้าที่และอำนาจสามารถเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่รับเรื่องไว้พิจารณาได้
แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็มีพิรุธอีก เพราะมาตราดังกล่าวยังระบุต่อ ในวรรคหนึ่งว่า หากสมมติ ป.ป.ช. มีการตรวจสอบเบื้องต้นและมีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ถ้ากรณีที่เป็นคำกล่าวหาจะต้องมีหนังสือแจ้งผู้กล่าวหาให้ทราบ คือต้องแจ้งนายปกรณ์วุฒิ
“แต่ที่ผ่านมานายปกรณ์วุฒิไม่เคยได้รับการสื่อสารจาก ป.ป.ช.เลย นี่คือข้อพิรุธเพิ่มเติมที่เราค้นพบจากกรณีดังกล่าวจึงขอให้ ป.ป.ช. ชี้แจงให้ชัดว่าได้มีการไต่สวนผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ หากไม่ไต่สวนเป็นเพราะอะไร
หากไม่ไต่สวนและมีการใช้กลไกการตรวจสอบเบื้องต้นในการปัดตกคำร้องดังกล่าว ทำไมถึงไม่ดำเนินการตามมาตรา 49 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช. เพื่อแจ้งผู้กล่าวหาอย่างนายปกรณ์วุฒิให้ทราบถึงผลการพิจารณาตรงนี้ นี่คือเสี้ยวเดียวของความไม่ปกติที่เราค้นพบจากกรณีดังกล่าว และเราจะใส่เข้าไปในคำร้อง ยื่นต่อประธานสภา” นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่าในคำร้องมีการให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ครอบคลุมที่สุดทั้ง 3 หมวดหมู่ที่กล่าวข้างต้น เพราะเมื่อยื่นไปแล้ว เรื่องก็ยังไม่ไปถึงศาลทันที รัฐธรรมนูญ 60 ออกแบบให้อ้อมไปที่ประธานรัฐสภาก่อน แล้วประธานสภาจะใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจว่ามีเหตุอันควรสงสัยให้ส่งต่อไปหรือไม่
ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีพรรคฝ่ายค้านใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบ ป.ป.ช. กรณีนาฬิกาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และกรณีมีคลิปหลุดร่วมกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภา ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ ก็ใช้อำนาจปัดตกเรื่องนี้ 1 วัน ก่อนยุบสภา
ดังนั้น เราหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย หน้าที่เรา คือ การทำคำร้องให้รอบคอบครบถ้วนที่สุด และหวังว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะเพียงพอให้นายโสภณจะมีเหตุอันควรสงสัยให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ
นายพริษฐ์ กล่าวย้ำว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้แยกจากการร้องครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เป็นเรื่องการไม่เห็นด้วยกับการปัดตกคำร้องของป.ป. ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริยธรรม ย้ำว่ากระดุมเม็ดแรก คือ ฝากให้ ป.ป.ช. ชี้แจงให้ชัดก่อนว่าตกลงมีการไต่สวนหรือไม่
ถ้าไม่มีการไต่สวน ป.ป.ช. ต้องอธิบายให้กระจ่างว่า ทั้งที่มีข้อมูลข้อเท็จจริง เส้นทางเงิน การโอนหุ้นและคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญชัด ป.ป.ช.ต้องมีการทบทวนมติหรือไม่ นั่นก็เป็นอำนาจหน้าที่ที่ป.ป.ช.สามารถทำได้ แต่ฝั่งเราเมื่อเห็น ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกเดียวที่เรามีในการตรวจสอบ ป.ป.ช. คือการใช้ช่องรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้