เอกนิติ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้วิกฤตปากท้อง เปรียบยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งเยียวยาประชาชน และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น ปัดตอบคืบหน้าเก็บภาษีชินคอร์ป
เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ยืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และวิกฤตปากท้องประชาชน
ส่วนที่หลายคนนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ในปี 2540 ครั้งนั้นต้องเรียนว่า วิกฤตค่าเงิน และวิกฤตแบงก์ล้ม ซึ่งแตกต่างจากขณะนี้ที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่พุ่งสูงทั่วโลก ถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และมีการพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.) อย่างรอบคอบ
“หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก วันนี้เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่หยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า วันนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้เรียบร้อย ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้า
เมื่อถามว่าในส่วนของเงิน 200,000 แสนล้านบาทก้อนหลัง สามารถรอในงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณปกติได้หรือไม่ นายเอกนิติ ระบุว่า ตนคิดว่า 200,000 แสนล้านบาท ก้อนหลังกับ 200,000 บาทแรก ต้องแยกกัน เพราะนี่คือวิกฤตเรื่องการเยียวยา
วัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.ฉบับนี้ คือการเยียวยา และยังต้องเปลี่ยนผ่านให้เกิดความเข้มแข็งได้ด้วย เปรียบเหมือนยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งบรรเทาผลกระทบ และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น
“วันนี้ชัดเจนว่า ไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ตนคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ปฏิเสธตอบคำถามความคืบหน้า กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีการซื้อหุ้นชินคอร์ป ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล