วุฒิสภา ถก แลนด์บริดจ์ ชี้พบอุปสรรคมาก จี้หากรัฐบาลเดินหน้า ต้องทบทวนทั้งหมด แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ลั่น กฎหมาย SEC ไม่ใช่ยาวิเศษ หากไม่แก้ก็เดินต่อไม่ได้
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกประชุม พิจารณารายงานพิจารณาศึกษา เรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม พิจารณาเสร็จแล้ว
และญัตติเรื่อง ขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว.เป็นผู้เสนอ
โดยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะประธานกมธ.คมนาคม วุฒิสภา รายงานผลการพิจารณาว่า ทางกมธ.ได้เห็นความสำคัญของแลนด์บริดจ์และติดตามการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์มาอย่างต่อเนื่องและรอบด้าน ทั้งในเชิงนโยบาย เทคนิค เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานจริง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
ด้าน นายภมร เชาว์ศิริกุล สว. ในฐานะประธานอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ในกมธ.คมนาคม วุฒิสภา เสนอรายงานว่า โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 สมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนมาถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเจริญลงสู่ภาคใต้ เพื่อคนภาคใต้โดยเฉพาะ
ตลอดระยะเวลาการศึกษาได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านขนส่งโลจิสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รายงานครอบคุมทุกด้าน
ซึ่งพบว่าแลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างท่าเทียบเรือหรือเส้นทางคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ต่อเนื่องหลายรูปแบบที่ต้องอาศัยการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งระยะเวลาและสมมติฐานทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้าง รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินงานจริงเพื่อให้ผลการศึกษาสามารถสะท้อนสภาพสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของประเทศในระยะยาว
ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ ความต่อเนื่องของกระบวนการขนส่งความรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานความเชื่อถือในการแข่งขันกับท่าเรือและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
ขณะที่ นายประพันธ์ โลหะวิริยศิริ สว. ในฐานะอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เสนอรายงานการศึกษาว่า การจะนำเสนอแลนด์บริดจ์เพื่อให้คนมาใช้จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนและเวลาที่จะประหยัดและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะต้องเป็นมุมมองของผู้ขนส่งหรือสายเดินเรือ และต้องพิจารณาว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง วิเคราะห์ว่าสินค้าจะมาใช้เราเท่าไหร่
ข้อมูลเหล่านี้จะไปกำหนดปริมาณสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ที่จะมาใช้ในโครงการ ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นของการประเมินรายได้ รวมทั้งต้นทุนการก่อสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับตัวแปรเรื่องต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือของการให้บริการ
ผลลัพธ์ที่จะออกมาจึงผันไปตามตัวแปรและค่าสัมประสิทธิ์ที่ผู้ศึกษาโครงการเขียนแบบจำลองขึ้นมา ดังนั้น การศึกษาที่รอบคอบจะต้องทำหลายๆ รูปแบบ เพื่อให้ผลออกมามีความเป็นไปได้
นายประพันธ์ กล่าวว่า การจะทำแลนด์บริดจ์หัวใจสำคัญหรือร้อยละ 80 ของสินค้าที่มาใช้เป็นสินค้าถ่ายลำ ฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้การถ่ายลำเป็นไปอย่างราบรื่น ทางกายภาพแม้เราจะทำให้ดี แต่หากระเบียบปฏิบัติไม่ได้เอื้อทำให้การไหลของสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างก็จะสะดุด เวลาก็จะมากขึ้นและอาจตามมาด้วยค่าใช้จ่าย
ตนได้ผลักดันเรื่องการแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการถ่ายลำที่ท่าเรือแหลมฉบังมามากกว่า 10 ปี พบว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องของกายภาพ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็น คือ ข้อจำกัดและอุปสรรคในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อน มีผลทำให้การถ่ายลำผ่านแดนในประเทศไทยน้อยมาก มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ที่แหลมฉบัง ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 80% ข้อจำกัดในเรื่องการขนจากเรือต่อรถ ต่อรถไฟ หรือรถบรรทุก มีความไม่แน่นอน
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเสนอออกกฏหมาย SEC ที่ต้องการให้เหมือน EEC นั้น จากประสบการณ์ กฎหมาย EEC ออกมาแล้วก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะไปดลบันดาลให้กฎหมายอื่นๆ ต้องศิโรราบเพราะศักดิ์ของกฎหมายมีอำนาจเท่ากัน ความซับซ้อนต่างๆ ในการดำเนินการยังคงมีอยู่ และไม่สามารถแก้ได้
ฉะนั้น หากรัฐบาลต้องการทำโครงการแลนด์บริดจ์จริงๆ ภายใต้สมมุติฐานว่า การศึกษาอุปสงค์เป็นไปได้ ก็จะต้องมาแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะหากไม่แก้ก็จะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งเป็นความเสี่ยงในเรื่องของกฎระเบียบ ละอย่าไปหวังสูตรสำเร็จว่าออกกฏหมาย SEC แล้วจะเป็นยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค
นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า ร่องน้ำฝั่งระนองเป็นร่องน้ำที่แคบและตื้น หากจะขุดลงไป ค่าบำรุงรักษาในระยะยาวจะเป็นเท่าไหร่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เหล่านั้นจะมาอีกเท่าไหร่ ความเสี่ยงในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นพรมแดนทางทะเลที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังไม่มีความชัดเจน อาจจะนำไปสู่ข้อพิพาทโดยไม่จำเป็น
ที่สำคัญหากยังไม่มีโครงการและผู้ร่วมทุนที่ชัดเจน การเวนคืนที่ดินก็ไม่ควรกระทำ เพราะจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชุมชน และก่อให้เกิดภาระทางการคลังในการเยียวยา
ส่วนที่มีการนำเสนอว่าเรื่องต้นทุนทั้งหลายเป็นของเอกชน ทั้งการเวนคืนที่ดิน และการเยียวยา เป็นต้นทุนของโครงการด้วยหรือไม่ ก็ไม่มีการตอบอย่างชัดเจน เพราะที่จริงแล้วต้องเอาต้นทุนเหล่านี้ใส่เข้าไปในโครงการด้วย เพื่อคำนวณหาผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์
นายประพันธ์ กล่าวว่า จึงมีข้อเสนอแนะใน 2 ระดับให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ 1.ข้อเสนอเชิงนโยบาย มี 6 ประเด็น 1.พบว่าการศึกษาไม่ได้บ่งถึงความพร้อมและมีจุดบกพร่องอยู่หลายเรื่อง หากรัฐบาลต้องการผลักดันเรื่องนี้ต้องทบทวนข้อสมมุติฐานของโครงการในการศึกษา
2.ไปพิสูจน์อุปสงค์อุปทานที่จะใช้ ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน และต้องระมัดระวังภาระทางการคลังในระยะยาว 3.โครงสร้างการกำกับดูแลและการบริหาร ในการถ่ายลำจัดการปัญหาให้ชัดเจน
4. ผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ สิ่งที่ต้องระมัดระวังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนเมื่อทำโครงการนี้การทำโลจิสติกส์ในประเทศไทย ฐานโลจิสติกส์ภาคกลางย้ายมาอยู่มหาสมุทรอินเดียต้นทุนจะถูกจริงหรือไม่ อาจทำให้เกิดการบิดเบือนโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์
5. กรอบกฎหมายทบทวนร่าง พ.ร.บ.SEC ไม่ใช่ยาวิเศษ และ 6.ความเสี่ยงและภาระทางการคลัง ประเมินความเสี่ยงทางการคลังอย่างรอบคอบ หลีกเลี่ยงการสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่ไม่จำเป็น
นายประพันธ์ กล่าวว่า 2.ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติการ มี 9 ข้อ 1.ทบทวนและทวนสอบสมมติฐานหลัก 2.ปรับปรุงแบบจำลองเวลาและต้นทุน 3.บริหารจัดการตู้ให้รองรับระบบราง 4.ประเมินเปรียบเทียบเวลาเส้นทาง 5.ปรับปรุงแบบจำลองส่วนแบ่งตลาด
6.ศึกษาแนวคิดการพัฒนาร่องน้ำ 7.เวนคืนที่ดินการสื่อสารต่อศาล 8.กฎหมายและวิธีการผ่านแดน ถ่ายลำ และ 9.ทบทวนรายงานโดยผู้เชี่ยวชาญ
จากนั้น นายนรเศรษฐ ได้เสนอญัตติว่าในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันโครงการภายใต้กรอบกฎหมายของ SEC วันนี้มีคำถามสำคัญมากมายที่ยังไม่ได้มีคำตอบชัดเจนจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดความน่าเชื่อถือ
ตลอดจนกฎหมายพิเศษที่อาจจะกระทบต่อหลักปกครองและสิทธิประชาชน ยืนยันว่าการเสนอญัตติครั้งนี้ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรอบคอบโปร่งใสและยังยืน