ดร.โจ คืนถิ่นตลาดพลู ชูผลักดันย่านท่องเที่ยว-สร้างสตอรี แจงปมตั๋วรถไฟฟ้า 40 บาท ตัวเลข ปชน.เสนอ 8-45 บาท ครอบคลุมหลายต่อ ย้ำไม่ติดป้ายหาเสียง
เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตลาดพลู ซึ่งเป็นถิ่นเก่าในวัยเด็ก โดยเดินพบปะ แนะนำกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด
นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ตนมีกําหนดการลงพื้นที่ทุกวัน เดินเป็นทีม มีสส.ร่วมด้วย วันนี้เวียนมาถึงเขตธนบุรี จึงเป็นโอกาสที่ดีสําหรับตนซึ่งเกิดและเติบโตที่ตลาดพลู จึงมาดูย้อนรอยเขตธนบุรีว่ามีอะไรที่อยากจะไฮไลต์ หรือนําเสนอนโยบายให้กับประชาชน
ตนมารับฟังประชาชน ส่วนมากเป็นปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ค้าขาย ที่อยากให้เราพัฒนาย่านตลาดพลูให้เป็นย่านที่คึกคัก มีคนมาเที่ยว มาเดินจับจ่ายใช้สอย ตรงกับนโยบายค้าขายง่ายที่เป็นวาระเมืองกรุงเทพฯ ที่เราจะผลักดันย่านท่องเที่ยวในแต่ละด้านให้มีคนในชุมชนร่วมกันสร้างสตอรี่ เรื่องราวของย่านนั้นๆ ให้เป็นเอกลักษณ์ ทําให้การเดินทางง่ายสะดวกขึ้น
ตลาดพลู ในเรื่องทางเดินเท้า แม้รอบๆ อาจจะเรียบ แต่บริเวณใกล้ป้ายรถเมล์ หรือจุดเชื่อมต่อต่างๆ และเส้นทางรถไฟยังเดินได้ค่อนข้างลําบาก หากทําให้ทางเดินสะดวกขึ้น มีทางเดินเชื่อมต่อที่มีหลังคากันแดดกันฝน จะยิ่งทําให้การเดินทางง่ายขึ้น เนื่องจากบริเวณโดยรอบมีนักท่องเที่ยวจํานวนมาก หากทางเดินดี ก็จะเชื่อมต่อมาที่ตรงนี้ได้ เพื่อให้เป็นแหล่งเดินกินเดินชิม

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท ตนเคยให้สัมภาษณ์จนเป็นที่วิจารณ์ในสังคมนั้น ค่ารถไฟควรเป็นไปตามระยะทาง 8-45 บาท ซึ่งเรามีการขับเคลื่อนผลักดันกันมาตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้ว เราร่างกฎหมายเพื่อนำเสนอเรื่องค่าโดยสารร่วม ไม่ใช่เพียงตั๋วร่วมที่ไม่เกิน 45 บาท หรือถ้าเดินทางน้อยกว่าและสั้นกว่านั้น ก็เป็นไปตามระยะทาง โดยเป็นตัวเลขที่เราศึกษากันมาตามจริง
แม้จะเอาภาษีมาอุดหนุนบ้าน แต่ไม่ได้อุดหนุนทั้งหมด เพราะส่วนนี้เราจะนําภาษีไปใช้สวัสดิการด้านอื่นได้ ย้ำว่า ตัวเลขนี้เราคิดมาแล้ว จากสภาพความเป็นจริง สมเหตุผลตามหลักการ ซึ่งจะมีตั๋วร่วมไม่ใช่แค่ตั๋วใบเดียว หากเดินทางหลายต่อเช่น ต่อรถเมล์ต่อรถไฟฟ้า ต้องดูว่าขึ้นจากจุดไหนไปถึงอะไร ซึ่งผู้ให้บริการควรแบ่งกันเองได้ว่าจะแบ่งสัดส่วนกันอย่างไร คนใช้จ่ายค่าแค่ครั้งเดียว ต้นทางไปปลายทาง
ส่วนที่จะไม่มีการติดป้ายหาเสียงในกทม. จะมั่นใจได้อย่างไร นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นความตั้งใจที่เราจะลดจํานวนป้ายหาเสียงลง ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ในการเลือกตั้ง กทม.ครั้งนี้ เราคิดว่ากรุงเทพฯ เป็นสนามเลือกตั้งที่เราจะทําเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง
ดังนั้น ตนจึงขอเป็นผู้ริเริ่มเรื่องนี้แต่แรก เพราะต้องการให้กรุงเทพฯ ง่าย ไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้คนกรุงเทพฯ จึงไม่ติดป้ายหาเสียงบนบนถนน เพราะอาจกีดขวางทางเดินเท้าและบดบังทาง จนเกิดอุบัติเหตุได้ เราเชื่อว่าเราสามารถสื่อสารถึงประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้อีกหลายช่องทาง ไม่ใช่เฉพาะป้ายหาเสียง
สําหรับผู้ว่าฯ กทม. ทั้งกรุงเทพฯ มีเบอร์เดียวอยู่แล้ว ฉะนั้น คนที่รู้จักพรรคประชาชน หรือตนสามารถจําหน้า จําเบอร์ตนได้ เข้าใจว่ามีชื่อในบัตรเลือกตั้งด้วยและเรายังมีสื่อหลายช่องทาง ทั้งแผ่นพับ โซเชียลมีเดีย อาจใช้แผ่นไวนิลผ้าใบมาติดในตลาดและใช้บิลบอร์ดกลางเมือง