KPI Poll เผยคนกรุง กว่าครึ่งต้องการ ผู้ว่าฯกทม. คนใหม่ภาพลักษณ์ดี-แก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้จริง การจราจรนำโด่ง 17.8% รองลงมา ฝุ่น PM 2.5 13.8%
เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 สถาบันพระปกเกล้า หรือ KPI Poll เผยผลสำรวจ เรื่อง เสียงคน กทม. กับโจทย์เมืองหลวงและคุณสมบัติผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใหม่ที่อยากเห็น สำรวจวันที่ 8 – 11 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 1,600 ตัวอย่าง มีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1.ถ้าจะเลือกผู้ว่าฯ กทม. ท่านให้ความสำคัญกับคุณลักษณะใดมากที่สุด 28.2% ต้องการผู้ว่าฯ คนใหม่ที่ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้, 28.0% ต้องการคนที่ มีนโยบายชัดเจนและทำได้จริง สูงสุดใกล้เคียงกัน,
16.7% ต้องการคนที่ เข้าใจปัญหาของคนกรุงเทพฯ, 8.9% มีผลงานเป็นรูปธรรม, 4.0% มีประสบการณ์บริหารงาน, 3.6% มีความคิดใหม่ๆ ทันสมัย ,3.0% ทำงานร่วมกับหลายฝ่ายได้, 1.7% สังกัดพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ และ 5.9% ระบุว่า อื่น ๆ
จะเห็นว่าประชาชนไม่ได้ต้องการผู้ว่าฯ กทม.ที่มีเพียงภาพลักษณ์ดีหรือสื่อสารเก่ง แต่คนกว่าครึ่ง กำลังสะท้อนว่า ต้องการผู้ว่าฯคนใหม่ที่มีทั้ง ความน่าไว้วางใจและทำได้จริง ความซื่อสัตย์และความสามารถในการปฏิบัติจริงจึงกลายเป็น คุณสมบัติคู่ ที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับผู้นำเมืองหลวง
2.คน กทม. ชี้ 3 ปัญหาเมืองยังหนัก: น้ำท่วม–ความปลอดภัย–ฝุ่น โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ โดยปัญหาสำคัญ 3 อันดับแรกของ กทม. ที่อยู่ในระดับ สำคัญค่อนข้างมาก – มากที่สุด คือ 74.3% ปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำ,
73.3% ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 73.2% ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ รองลงมา 66.1% การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ และ 65.8% ปัญหาการจัดการขยะและความสะอาดของเมือง
ทำให้พบคน กทม. กำลังมองปัญหาเมืองเป็น โจทย์คุณภาพชีวิตพื้นฐาน ที่ยังแก้ไม่จบ และไม่ได้ต้องการเมืองที่มีเพียงโครงการใหญ่ แต่ต้องการเมืองที่มีระบบพื้นฐานที่ดี เพราะน้ำท่วม ฝุ่น ความปลอดภัย รถติด และขยะ คือ ปัญหาที่สะท้อนคุณภาพการบริหารเมืองทั้งระบบ หากปัญหาเหล่านี้ยังเกิดซ้ำ ประชาชนย่อมรู้สึกว่าเมืองยังไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง
3.ปัญหาเมือง กทม. หนักไม่เท่ากัน- เขตชั้นนอกแบกโจทย์เมืองหนักสุดเกือบทุกประเด็น เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า เขตชั้นนอก เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมองว่า ปัญหาเมืองมีความสำคัญในระดับ”ค่อนข้างมาก-มากที่สุด” เกือบทุกประเด็น
โดย 89.6% ปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำ , 87.8% การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ , 85.9% ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ , 82.0% ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและ 74.2% “การจัดการขยะและความสะอาดของเมือง
ขณะที่ เขตชั้นกลาง ยังมองปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดย 86.3% ปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำ , 75.3% “ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ , 73.4% ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 72.7% การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ
ส่วน เขตชั้นใน มีสัดส่วนผู้มองว่าปัญหาอยู่ในระดับสำคัญค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่ำกว่าเขตอื่นในหลายประเด็น โดยเฉพาะการจราจรและระบบขนส่งสาธารณะอยู่ที่ 47.2% และน้ำท่วมอยู่ที่ 54.4% แต่ยังถือว่า มีสัดส่วนไม่น้อยในประเด็นฝุ่น ความปลอดภัย และขยะ
โจทย์ของ กทม. ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมืองโดยรวม แต่คือการแก้ “ความเหลื่อมล้ำของประสบการณ์ชีวิตเมือง” เพราะคนแต่ละเขต กำลังเผชิญปัญหาและความเดือดร้อนจากปัญหาเมืองไม่เท่ากัน การแก้ปัญหา กทม. จึงไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันทั้งเมือง แต่ควรออกแบบนโยบายแบบ พื้นที่นำปัญหา
4.คน กทม. ชี้ รถติด–ขนส่ง โจทย์เร่งด่วนอันดับหนึ่งของผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ เมื่อให้เลือกเพียง 1 เรื่องที่อยากให้ผู้ว่า กทม. คนใหม่เร่งแก้ไขมากที่สุด พบว่า การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ นำมาเป็นอันดับหนึ่งถึง 17.8%
รองลงมา 13.8% ฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ, 12.9% ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน, 12.3% คนไร้บ้าน ผู้เปราะบางในเมือง และ 12.1% น้ำท่วมขังและการระบายน้ำ
สะท้อนว่า การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะยังเป็น ภาระชีวิตคนเมือง” เพราะเกี่ยวข้องกับเวลา ค่าใช้จ่าย ความเหนื่อยล้า โอกาสในการทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยตรง การที่ปัญหานี้ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อให้เลือกเพียงเรื่องเดียว จึงไม่ได้หมายความว่าปัญหาอื่นไม่สำคัญ แต่สะท้อนว่า การเดินทาง เป็นปัญหาที่ประชาชนเผชิญซ้ำๆ และรู้สึกถึงผลกระทบได้แทบทุกวัน
