พริษฐ์ ซัดรัฐบาลไม่จริงใจ ปัดตกร่างแก้รัฐธรรมนูญ ข้องใจได้ประโยชน์ จากรธน.ปี 60 บ่มเพาะระบบตั๋วสีน้ำเงิน เชื่อรัฐบาลอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระเรื่องด่วน คือ การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตั้งข้อสังเกตถึงร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้มีมติยื่นยันต่อรัฐสภา คือ เรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ผลประชามติชัดว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นั้นมีปัญหาที่จะแก้ไขเพียงบางมาตราไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการจัดทำฉบับใหม่
และนับตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. เป็นต้นมา ตนคิดว่าสังคมได้เห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 ชัดขึ้นกว่าเดิมอีก เราเห็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานผลล่าช้า คะแนนผิดพลาด สอดไส้บาร์โค้ดเข้าไปในบัตรเลือกตั้ง แต่ประชาชนทำอะไรไม่ได้
เราเห็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ใช้วาระของการครบรอบ 1 ปีที่ตึกถล่ม โดยการออกมิวสิกวิดีโอแทนที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มรูปธรรม เราเห็นประธานสภาฯ คนก่อนปัดตกข้อร้องเรียนเกี่ยวข้องกับคลิปหลุดระหว่างประธานสภาฯ คนก่อนกับกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เราเห็น ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์เสมือนกับเป็นการฟอกขาวให้กับอดีตรัฐมนตรีในคดีซุกหุ้น และเราก็เห็น กกต.ขยับเข้าใกล้การเป่าคดีให้กับนายกฯ และสมาชิกอีกหลายคนในกรณีการฮั้วสว.
“ปัญหาของประเทศรุนแรงขนาดนี้ เสียงของประชาชนชัดเจนขนาดนี้ แต่รัฐบาลกลับทำตัวนิ่งเฉยปฏิเสธความรับผิดชอบ แล้วบอกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของรัฐสภา” นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนทราบดีว่าในเชิงขั้นตอนทางกฎหมาย การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเพิ่มกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องดำเนินการที่รัฐสภาแห่งนี้ แต่จะบอกว่าครม.ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้เลยก็คงจะไม่ใช่ เพราะ ครม. มี 2 ทางเลือก คือ
1.มีมติก่อนวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำสองร่างที่ผ่านวาระหนึ่งไปแล้ว กลับมานำเสนอให้รัฐสภามีมติยืนยันในวันนี้ และ 2.ออกมาประกาศชัดว่าไม่เห็นด้วยเพราะอะไร และครม.จะเสนอร่างรัฐธรมนูญในนาม ครม. เข้ามาสภาเมื่อไหร่
แต่ปัญหา คือ ครม.ไม่เลือกสักทาง จะยืนยันร่างเดิมก็ไม่ทำแล้วปล่อยให้ตกไปโดยไม่มีคำอธิบายอย่างสมเหตุสมผล จะเสนอร่างใหม่เข้ามาในนาม ครม. ก็ไม่มีความชัดเจน แม้แต่คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้แม้แต่ประโยคเดียว
“ผมตั้งใจฟังข้ออ้างต่างๆ ที่ตัวแทนรัฐบาล และนายกฯ หยิบยกขึ้นมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอมรับตามตรงว่าฟังไม่ขึ้นแม้แต่ข้อเดียว นายกฯ บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาไม่เกี่ยว ครม. ผมก็งงว่าท่าทีของสภาแห่งนี้จะไม่เกี่ยวกับท่าทีของครม.ได้อย่างไร ในเมื่อมี สส.รัฐบาล 300 คนกับคนที่มาจากพรรคที่รวมอยู่ในครม. ยังไม่นับ สว.อีก 160 กว่าคน ที่เขาว่ากันว่าได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนายกฯ ไม่น้อย
ส่วนข้ออ้างที่สมาชิกจากรัฐบาลบอกว่า รัฐบาลจะขยับเรื่องนี้แน่ แต่ขอเป็นช่วงท้ายของรัฐบาลได้หรือไม่ ผมขอถามท่านประธานกลับไปว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงท้ายของรัฐบาล ผมไม่ใช่นอสตราดามุส แต่ผมรู้ว่ารัฐบาลไหนที่ฉวยโอกาสความเดือดร้อนของประชาชน โดยปล่อยให้มีคนรวยจากการกักตุนน้ำมัน ผมเชื่อว่าอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนข้ออ้างจากรัฐมนตรีบางคน และสส.รัฐบาลบางคนว่ายังขยับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน ตนก็เพิ่งรู้วันนี้ว่าประเทศเรามีรัฐบาลที่ทำมากกว่าหนึ่งเรื่องไม่ได้
หากจะอ้างปากท้องประชาชน ตนคงไม่ใช้เวทีวันนี้มาอภิปรายว่า การที่รัฐบาลเอาเงินเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงาน 200,000 ล้านบาทเข้าไป เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบของสภาเป็นแนวทางที่เอาปากท้องของประชาชนมาเป็นตัวตั้งได้อย่างไร
ตนเชื่อว่าข้ออ้างเหล่านี้ทางรัฐบาลก็รู้ดีว่าฟังไม่ขึ้น เพราะพอสังคมไม่ซื้อข้ออ้างเหล่านี้ รัฐมนตรีก็แก้เก้อโดยการบอกว่าแม้รัฐบาลไม่เสนอร่าง แต่พรรคภูมิใจไทยจะประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อเคาะและเสนอร่างเข้ามาที่รัฐสภา ซึ่งตนต้องไปจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ร่างนั้นมีเนื้อหาอย่างไร มีข้อเสนอเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความพยายามที่จะให้เกิดการกินรวบเนื้อหาของฉบับใหม่หรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากเรายึดตรรกะของรัฐบาลว่ายังขยับเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน หมายความว่าตอนนี้ สส.ของพรรคภูมิใจไทย ไม่สนใจเรื่องปากท้องแล้วหรือ ดังนั้น การแก้เก้อเมื่อวาน ตนไม่คิดว่าจะไปหักล้างความรู้สึกของพี่น้องประชาชนว่า การกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้แสดงออกถึงความจริงใจในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
มาถึงวันนี้ ตนได้ข้อสรุปว่าเหตุผลที่รัฐบาลไม่จริงใจเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการไปแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่เหตุผลที่แท้จริงเป็นเพราะว่านายกฯ รัฐบาล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 60 ที่เป็นปุ๋ยชั้นดี และแหล่งบ่มเพาะระบบตั๋วสีน้ำเงินที่เป็นปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน
เป็นเพราะนายกฯ ได้ประโยชน์จากกติกาให้ที่มาของสว.ไม่ได้มาจากประชาชน และเปิดช่องให้มีการฮั้วสว. เป็นเพราะนายกฯ ได้ประโยชน์จาก กกต. ที่ไม่ว่าจะจัดเลือกตั้งแย่แค่ไหน จะเป่าคดีนายกฯหรือไม่อย่างไร ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะเพราะนายกฯ ได้ประโยชน์จาก ป.ป.ช. ที่ต่อให้นายกฯ มีคดีก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมี ป.ป.ช.ที่พร้อมออกมาปกป้อง และรู้ดีว่าฝ่ายค้านจะทำอะไรป.ป.ช.ก็ยาก เพราะเรื่องร้องเรียนจะไปไม่ถึงศาล หากไม่ได้รับการอนุญาตจากท่านประธานรัฐสภา รวมถึงกรณีที่ ครม.ปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมตกไป
“ผมเห็นว่าหากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชานชนสิ้นข้อสงสัยได้ว่าพร้อมทำตามคำสั่งประชาชน ทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ประชาชนอดสงสัยไม่ได้ว่า หากรัฐบาลไม่ฟังคำสั่งประชาชนแล้วรัฐบาลฟังคำสั่งใคร” นายพริษฐ์ กล่าว