จาตุรนต์ แนะรัฐบาลจริงใจแก้ รธน. ชี้เป็นต้นตอวิกฤต โยงปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบ นิติรัฐ-นิติธรรมอ่อนแอ องค์กรอิสระตรวจสอบยาก บ่วงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กระทบความเชื่อมั่น การลงทุน
เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 15 พ.ค. 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา มีประชาชนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 21.6 ล้านเสียง แต่ปรากฏว่าหนึ่งในร่างที่ ครม. ถูกตีตกไปคือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายแต่เป็นคำสั่งของประชาชน
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า หากท่านมองว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่านโยบายจริงก็ต้องตอบให้ชัดว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไรต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย และการที่พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 พ.ค. ก็ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อกระบวนการที่ทุกฝ่ายเคยร่วมกันผลักดันมา
นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่าหากการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนความกังวลเรื่องความขัดแย้งมากเกินไป หรือกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นร่างที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ทั้งหมด อาจทำให้ประเทศไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาดีและเป็นประชาธิปไตย
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีความเห็นว่าควรพักเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้และให้แก้ปัญหาปากท้องก่อนนั้น ตนมองว่าเป็นตรรกะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารเสียเวลาในการแก้ปัญหาประเทศหรือปัญหาปากท้องแต่อย่างใด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญแยกไม่ออกจากวิกฤตที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่
นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาปากท้องจะแก้อย่างเดียวโดยไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบก็ไม่ได้ ดังนั้น การจะรับมือกับวิกฤตและแก้ปัญหาปากท้องได้ด้วย จึงต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะปัญหาหลายด้านผูกอยู่กับโครงสร้างที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่อ่อนแอ
องค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแต่ตรวจสอบยาก ระบบป้องกันการทุจริตที่เสื่อมประสิทธิภาพ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กลายเป็นกรอบจำกัดการปรับโครงสร้างประเทศ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และความสามารถของประเทศในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ
“ฉะนั้น ผมจึงอยากให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนให้ชัดว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องรอให้แก้ปัญหาอย่างอื่นเสร็จก่อน แต่ต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จริงจัง และร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ สภาชุดที่แล้วเคยพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็วมาแล้ว”
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้จึงต้องแสดงให้เห็นว่ายังมีความตั้งใจและจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อครหาว่าความรวดเร็วในครั้งก่อน เป็นเพียงเงื่อนไขในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้
“ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ทั้งในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำรัฐบาลประกาศต่อรัฐสภาว่าจะสนับสนุนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่ให้เกิดข้อครหาต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี รวมถึงทำให้ประชาชนยังมีความหวังต่อผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง” นายจาตุรนต์ กล่าว