“เชตวัน” ผิดหวัง รัฐบาล ปัดตก “พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร” ให้คดีอาญา-ทุจริตกองทัพขึ้นศาลพลเรือน
เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระเรื่องด่วน คือ การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ
นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน อภิปรายถึงความสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่รัฐบาลไม่ได้ยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าวว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ยืนยันร่างกฎหมายที่สำคัญหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร
หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ หากมีทหารกระทำผิดในคดีอาญา คดีทุจริต ให้คดีไปอยู่ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลพลเรือน
หากมีทหารกระทำการโหดร้ายกับผู้ใต้บังคับบัญชาลงโทษพลทหารเกินกว่าเหตุ อย่างไร้มนุษยธรรม อย่างย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งการกระทำแบบนี้ ชัดเจนว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ให้คดีไปอยู่ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
นั่นก็เพื่อความเท่าเทียมกัน ลดความเป็นอภิสิทธิ์ของทหารลงมาให้เหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่ว่าพอเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารแล้วยืนยันจะไปขึ้นศาลทหาร พยายามต่อสู้ไปที่คณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล เพื่อให้คดีของตัวเองไปศาลทหาร
“เคยคิดหรือไม่ว่าเพราะอะไร ผมเคยตั้งข้อสังเกตไปหลายครั้งแล้วว่า เพราะระบบรุ่นของทหาร ที่อาจจะช่วยเหลือกันได้ใช่หรือไม่ อัยการทหาร นายทหารพระธรรมนูญ ผู้พิพากษาในศาลทหาร เหล่านี้สังกัดอยู่ในกรมพระธรรมนูญทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีรมว.กลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา ถามว่าจะมีความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงได้จริงหรือไม่
ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจในหมู่ประชาชน การแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร บัญญัติให้ชัดเลยว่า ให้คดีการกระทำผิดดังที่กล่าวมานั้นไปขึ้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติชอบก็จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้” นายเชตวัน กล่าว

นายเชตวัน กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร บัญญัติให้ชัดเลยว่า ให้คดีการกระทำผิดลักษณะไหนไปขึ้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติชอบ ทางหนึ่งก็จะช่วยป้องกันเรื่องของการร้องไปที่คณะกรรมการชี้ขาดขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ลดภาระคณะกรรมการ ทำให้กระบวนการยุติธรรมคืบหน้าเร็วขึ้น ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมเร็วขึ้น
เพราะต้องยอมรับว่า แม้จะมีกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.อุ้มหาย บังคับใช้ในปี 2565 แต่ก็มีความพยายามที่จะทวงถามเรื่องขอบเขตอำนาจศาลนั้นจากบุคคลในกองทัพอยู่เรื่อยๆ ชัดเจนที่สุด คือ คดีการเสียชีวิตของ พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต ที่ค่ายเม็งรายมหาราช จ.เชียงราย ที่ตอนแรกก็อยู่กับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 5 แต่จู่ๆ ไม่รู้อะไรดลใจจำเลยที่เป็นทหารทั้งสองคน ให้ยื่นคำร้องสู้เรื่องขอบเขตอำนาจศาล
“ไม่รู้ใครมากระซิบชี้ช่องทางหรือไม่ เพราะจำเลยทั้งสองพยายามสู้ให้การพิจารณาพิพากษาคดีนี้ไปอยู่กับศาลทหาร โดยให้เหตุผลว่าเพราะพวกเขาเป็นทหาร ก็เลยต้องตั้งคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ซึ่งพิจารณากันยืดเยื้อยาวนานมาก เลื่อนนัดฟังคำสั่งถึง 3 ครั้ง ในห้วงระยะเวลา 4 เดือน
กว่าจะได้รู้ว่าคดีนี้ต้องไปขึ้นที่ศาลไหนก็ยืดเยื้อยาวนาน ซี่งเรื่องนี้จะดีมากๆ ถ้าไม่ต้องไปเสียเวลากันที่คณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล จะช่วยให้ความยุติธรรมมาเร็วขึ้น เพราะน่าจะเคยได้ยินคำว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม” นายเชตวัน กล่าว