ผอ.กกต.กทม. แจ้ง “ชัชชาติ” ลาออก เลือกผู้ว่าฯคนใหม่ภายใน 60 วัน ยันตามไทม์ไลน์เดิม 28 มิ.ย. ย้ำบัตรเลือกตั้งไม่มีคิวอาร์โค้ด แนะ ผู้สมัคร ระวังค่าใช้จ่ายหาเสียง ย้ำ อินฟลูเอนเซอร์-ยูทูบเบอร์ ช่วย ไม่ฟรี ต้องคิดเป็น ค่าใช้จ่าย เตือน นโยบายหาเสียง ต้องทำได้จริง ไม่งั้นอาจเข้าข่ายหลอกลวง
16 พ.ค. 69 – ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อลาออกจากตำแหน่ง ว่า
ตามระเบียบบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร เมื่อมีการลาออกต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว จะมีผลนับถัดจากวันที่ลาออก และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน ในระหว่างนี้ ปลัด กทม. จะรักษาการ ผู้ว่าฯ ไปด้วย
ซึ่งในห้วงระยะเวลาอยู่ใกล้เคียงในช่วงครบวาระ 20 พ.ค. เพราะฉะนั้น เมื่อเสนอมาให้ความเห็นชอบผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ก็ให้ความเห็นชอบในการเลือกตั้งคราวเดียวกัน
ในส่วนของงบประมาณการจัดการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ได้ตั้งงบประมาณไว้จำนวน 294 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งใช้งบประมาณประมาณ 280 ล้านบาท
โดยงบประมาณดังกล่าวจะใช้ในการบริหารจัดการหน่วยเลือกตั้ง อุปกรณ์ บุคลากร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งน่าจะ รับสมัครวันที่ 28 พ.ค. 69 พร้อมกัน และเลือกตั้ง 28 มิ.ย. 69 เพื่อประหยัดงบประมาณ
ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยืนยันว่า มีผู้ตรวจการเลือกตั้งแน่นอน และในส่วนของโครงสร้างการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสก. จะมีตนในฐานะผู้กำกับการเลือกตั้ง และจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร อีก 5 คน โดยมีปลัด กทม. จะเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร รวมถึงมีองคาพยพอนุกรรมการในแต่ละเขต 50 เขตเลือกตั้ง
ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ตอนนี้อยู่ระหว่างการประชุมเนื่องจากมีคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวาน จึงอยู่ระหว่างการคัดเลือกสรรหาใครเป็นประธาน และจะมีการส่งให้ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ประจำกรุงเทพมหานคร ออกคำสั่งแต่งตั้งต่อไป
โดยจำนวนประชากรที่มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ที่ 4,507,523 คน ซึ่งใกล้เคียงกับการเลือกตั้งสส. ที่ผ่านมา จำนวนหน่วยเลือกตั้งอยู่ที่ 6,629 หน่วย (เพิ่มจากหน่วย สส. 99 หน่วย) สำหรับสถานที่รายงานผลคะแนนคือห้องรัตนโกสินทร์ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
ส่วนการรับสมัครก็คือวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. 69 สถานที่คืออาคารไอราวัตพัฒนาศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร และจะมีการซักซ้อมการรับสมัครในวันที่ 27 พ.ค. 69 การจับฉลากรอบนี้จะจับฉลากพร้อมกันทั้ง 51 จุด การจัดส่งบัตรจะมีการส่งวันที่ 18 มิ.ย.โดยไปรษณีย์ไทยและมีรถตำรวจนำ
ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ ยืนยันว่า รูปแบบบัตรเลือกตั้งรอบนี้ ไม่มีคิวอาร์โค้ดแน่นอน เพราะระเบียบเลือกตั้งท้องถิ่นใช้การประทับตราแบบตีตรายาง ตามระเบียบ ซึ่งเป็นคนละฉบับตรงนี้ชัดเจน
เมื่อถามว่า ในส่วนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ First Vote โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ และผู้ที่มีการย้ายทะเบียนบ้านข้ามเขตแต่ยังอยู่ไม่ถึง 1 ปีนั้น ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า กกต.จะประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 25 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อของตนเอง
โดยผู้ที่ย้ายข้ามเขต และอยู่ในทะเบียนบ้านไม่ครบ 1 ปี จะยังไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากยังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดระยะเวลาไว้เพียง 90 วัน และประชาชนสามารถยื่นคำร้องเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อได้ก่อนวันเลือกตั้งตามขั้นตอนที่กำหนด
เมื่อถามว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝน ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้พยายามลดการใช้เต็นท์เป็นหน่วยเลือกตั้งให้น้อยที่สุด โดยอยู่ระหว่างประสานงาน เพื่อย้ายหน่วยเลือกตั้งเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน วัด หรือ ห้างสรรพสินค้า
เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางมาใช้สิทธิได้สะดวก และไม่ต้องเผชิญปัญหาฝนตก อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ยังต้องหารือเพิ่มเติมเรื่องการเปิดสถานที่ตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อรองรับการลงคะแนน
เมื่อถามถึงกรณีการจัดทำโพลเลือกตั้ง ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ ย้ำว่า การสำรวจความคิดเห็นจะต้องเป็นโพลทางวิชาการ มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจน ไม่ใช่การจัดทำขึ้นมาโดยไม่มีที่มาหรือไม่มีหลักวิชาการรองรับ และตามกฎหมายเลือกตั้ง ห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันเลือกตั้ง คือวันที่ 28 มิ.ย.
หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่เข้าข่ายจูงใจ หลอกลวง หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัคร อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 65 ซึ่ง กกต.จะพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาเป็นสำคัญ
สำหรับเรื่องผู้ช่วยหาเสียง หากเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะกำหนดจำนวนผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน แต่สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้ช่วยหาเสียงไว้ แต่ผู้สมัครจะต้องระมัดระวังไม่ให้การช่วยเหลือนั้นเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือให้ประโยชน์ตอบแทนในลักษณะต้องห้าม
ส่วนกรณีของอินฟลูเอนเซอร์หรือยูทูบเบอร์ที่ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ ระบุว่า ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการช่วยหาเสียง หากมีการว่า จ้างหรือมีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง
และแม้จะไม่มีการจ่ายเงินจริง แต่หากเป็นการช่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก็ยังถือเป็น “การรับให้” ที่ต้องประเมินมูลค่า และแจ้งต่อ กกต. เช่นเดียวกับ การใช้รถโฆษณาหาเสียง หรือรถแห่ แม้เจ้าของรถจะช่วยฟรี แต่หากตามปกติมีมูลค่าการให้บริการวันละ 1,500 ถึง 3,000 บาท ก็ต้องนำตัวเลขดังกล่าวมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเช่นกัน
นอกจากนี้ การหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านบัญชีต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE, Instagram และ TikTok ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีที่จะใช้หาเสียงต่อ กกต. ก่อนดำเนินการ รวมถึงการจัดเวทีปราศรัยหรือการโฆษณาทุกประเภทก็ต้องแจ้งล่วงหน้าตามขั้นตอนเช่นกัน
โดยในทางกฎหมายจะมีการแยกชัดเจนระหว่าง ผู้ช่วยหาเสียง และ ผู้สนับสนุน ซึ่งหากมีการช่วยเหลือในลักษณะสนับสนุน ก็อาจต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ ยังเตือนว่า หากมีบุคคลใด ไม่ว่า จะเป็นประชาชนทั่วไป อินฟลูเอนเซอร์ หรือ ยูทูบเบอร์ ออกมาช่วยเชียร์ผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง ผ่านการไลฟ์สด หรือการประชาสัมพันธ์ โดยผู้สมัครรับรู้ หรือยินยอม ผู้สมัครจะต้องนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมารวมในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย
เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่าง ผู้สมัครทุกคน ไม่ว่า ผู้สมัครจะมีฐานะทางการเงินมาก หรือน้อย หากไม่ดำเนินการ อาจถูกมองว่า ได้รับประโยชน์โดยไม่แจ้ง และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งได้
พร้อมกันนี้ ยังขอให้ผู้สมัครระมัดระวังข้อห้ามสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ห้ามจัดทำ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้สมัครรายอื่น หรือที่เรียกว่า “การซื้อเสียง” ห้ามจัดยานพาหนะนำหรือรับส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนน ยกเว้นเป็นการดำเนินการของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ห้ามหลอกลวง บังคับ ข่มขู่ ใช้อิทธิพล หรือใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัครห้ามให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิ หรือไปลงคะแนนแบบไม่เลือกผู้สมัครคนใด (Vote No) ห้ามผู้ที่รู้อยู่แล้วว่า ตนเองขาดคุณสมบัติ เช่น เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เคยถูกถอดถอน หรือพ้นโทษจำคุกมาไม่ถึง 5 ปี ลงสมัครรับเลือกตั้ง
เมื่อถามถึงประเด็นการหาเสียงด้วยนโยบายต่าง ๆ เช่น การเสนอแนวคิด ทำฟาร์มไดโนเสาร์ นั้น ผอ.กกต.กทม. กล่าวว่า นโยบายหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนั้น และต้องสามารถปฏิบัติได้จริง หากเป็นนโยบายที่เกินจริงหรือไม่สามารถดำเนินการได้ อาจเข้าข่ายการหลอกลวงประชาชนตามมาตรา 65 (5)
โดยหลักสำคัญคือสิ่งที่ผู้สมัครเสนอ ต้องเป็นสิ่งที่มีอำนาจทำ สิ่งที่ควรทำ และเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัตินอกจากนี้ ยังย้ำว่า แม้ผู้ช่วยหาเสียงจะเป็นสามี ภรรยา หรือบุตรของผู้สมัคร ก็ต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ช่วยหาเสียงต่อ กกต.ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะถือเป็นผู้ช่วยหาเสียงตามกฎหมายเช่นเดียวกัน