กมธ.วุฒิสภา ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ต่อจาก MOU44 สว.พันธุ์ใหม่ซัดรายงานไร้เหตุผล จี้ให้ปรับปรุงใหม่ หวั่นยกเลิกแล้ว ถูกกลุ่มทุนฉวยโอกาส ฮุบประโยชน์ปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 18 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธานการประชุมได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว
นายนพดล รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่ง กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 โดยเอ็มโอยู 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2543 ไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ และการอนุมัติให้ไปลงนามรับรองเอ็มโอยู 2543 ยังไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเสนอครม.ให้ความเห็นชอบก่อน
การยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสนในเอ็มโอยูที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม เอ็มโอยู 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน
และการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยู 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาผ่านไปเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบัน การดำเนินการยังอยู่ในขั้นแรก จากทั้งหมด 5 ครั้ง และเกิดการปะทะกันครั้งล่าสุด
“กมธ.ยืนยันว่า ฝ่ายไทย สามารถยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้ง ให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเมื่อไทยแจ้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้กัมพูชาทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน
หากไทยต้องการเจรจากับกัมพูชา เพื่อปรับปรุงเอ็มโอยู 2543 ตามที่ไทยต้องการสามารถทำได้ ถ้าเจรจาสำเร็จ ไทยสามารถถอนการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยยังยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก” นายนพดล กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุม เปิดโอกาสให้สว. อภิปรายรายงาน พบว่ามี สว.ทั้งสนับสนุนรายงานและไม่สนับสนุนรายงาน เนื่องจากมองว่ามีวาระซ่อนเร้น อีกทั้งมองว่าเอ็มโอยู 2543 ยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเจรจาหาทางออกกับกัมพูชาในความขัดแย้ง โดยเฉพาะเอ็มโอยู 2544 เรื่องทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งครม.ได้มีมติยกเลิกไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา
โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายไม่เห็นด้วยต่อรายงานของกมธ.ว่า การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับการสูญเสียกลไกทวิภาคี และจะทำให้ไทยเดินเข้าสู่การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ที่มีคนต่างชาติ 5 คนมาเป็นคนกลางพิจารณา ดังนั้น เหตุผลที่ระบุว่ายกเลิกเพื่อลดข้อกังวล จึงเป็นการเอาอธิปไตยไทยไปวางในมือของคนนอก
ทั้งนี้ การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับไทยละทิ้งข้อตกลงว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้เจรจาผลประโยชน์ทางทะเลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ไทยได้เปรียบกว่ากัมพูชา อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าว อย่าให้กระแสชาตินิยมข่มผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
ขอให้พิจารณาว่า เราจะเป็นรัฐที่ฉลาดใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อต้อนคู่แข่งให้จนมุม หรือเป็นรัฐหวาดระแวงในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกระแสชาตินิยมจนฉีกข้อตกลงทิ้ง ตนมองว่าการรักษาหรือปรับเปลี่ยนเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 เพื่อใช้ คือยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งและสมเกียรติประเทศไทย
ขณะที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.อภิปรายว่า รายงานเสนอให้ยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ เมื่อตนดูรายชื่อ กมธ.พบชื่อของ พล.ท.ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร และ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ นักวิชาการ แปลกใจว่าบุคคลทั้ง 2 เห็นด้วยหรือ เพราะมติของกมธ. ระบุว่าเป็นเอกฉันท์ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับรายงานดังกล่าวเพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอต่อการยกเลิก ดังนั้น ควรปรับปรุง แก้ไขรายงาน
“การยกเลิกเอ็มโอยู 2544 ของรัฐบาล ผมมีข้อกังวลต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ ต่อการยกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศในกรณีอื่นๆ และยังมีข้อกังวลต่อความเป็นธรรมและสิ่งที่ต้องสูญเสียที่จะยอมรับต่อการตัดสินที่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ อันคลอส หรือไม่
ดังนั้น การศึกษาข้อดี ข้อเสียของการยกเลิก ในทางออกไม่ควรเป็นขาวหรือดำ แต่ควรออกมาในทางการคุยหรือปรับปรุงเพื่อไม่ให้สิ่งที่ลากกันมา 26 ปีเสียเปล่า
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตพลังงาน มองว่าควรสร้างโอกาสหาทางพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมร่วมกัน ใครกันแน่ที่ฉวยเอาผลประโยชน์ประชาชนในพ้นที่นั้นน เขาถือสัญชาติกัมพูชา หรือถือสัญชาติไทย แล้วมากอบโกยผลประโยชน์ทรัพยากรภายใต้ชื่อของทุนพลังงาน ทำให้คนไทยและคนกัมพูชาต้องใช้พลังงาน และน้ำมันราคาแพง แทนจะได้โอกาสสะสางโครงสร้างพลังงาน
ทั้งนี้ หลังจาก สว.ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น และกมธ.ได้ชี้แจงแล้ว พล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่าจะส่งความเห็น ข้อสังเกตและรายงานของ กมธ.ให้ ครม. พิจารณารับทราบต่อไป