พริษฐ์ จี้ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นกลาง บรรจุญัติด่วน ตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหน็บรัฐบาล อย่าหนีสภาพลัส
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว โดยกระบวนการสภาก็ต้องชะลอการพิจารณาอนุมัติร่างพ.ร.ก.กู้เงินออกไป
แต่ในเมื่อรัฐบาลก็ประกาศชัดว่าจะเดินหน้าใช้เงินต่อ ซึ่งเข้าใจว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (19 พ.ค.) ก็น่าจะมีการอนุมัติการใช้เงินในส่วนแรก อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสิ่งที่สภาจะทำได้เลยคือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงิน สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เหมือนกับที่ทำในการตรวจสอบ พ.ร.ก. ในอดีต ว่ามีการใช้เงินตรงไปตรงมา โปร่งใสหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางพรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนเข้าไปแล้ว ตอนนี้รอการวินิจฉัยของประธานสภาฯ ว่าจะบรรจุเป็นญัตติด่วนหรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นญัตติด่วน เรื่องนี้ก็จะถูกพิจารณาในการประชุมสภาในสัปดาห์หน้า
ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาฯ จะวินิจฉัยเป็นเรื่องด่วน เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประธานสภาฯ วินิจฉัยว่าเรื่องแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องด่วน และเห็นว่าเรื่องนี้ก็ด่วนไม่น้อยไปกว่าเรื่องแลนด์บริดจ์ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลเริ่มใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินแล้ว
ดังนั้น หากประธานสภาฯ ไม่วินิจฉัยว่าด่วน และถ้าเรื่องนี้ไม่เข้าสภาในสัปดาห์หน้า ตนคิดว่าก็ต้องตั้งคำถามจริงๆ จังๆ กับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาฯ ว่ามีความเป็นกลางจริงหรือไม่
เมื่อถามว่า นอกจากบรรรจุวาระล่าช้าแล้ว สุดท้ายหากไม่มีการตั้งคณะกมธ.วิสามัญ จะเป็นอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลดำเนินการเอาเงิน 2 ก้อน โดยก้อนแรกเป็นเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชน มามัดรวมกับก้อนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท ที่เป็นโครงการพลังงาน
เหมือนกับการพยายามเอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงงาน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ตรงไปตรงมาในการดำเนินการของรัฐบาล
“หากประธานสภาฯ หรือสส.รัฐบาลใช้วิธีการพยายามสกัดกั้นการตั้งกมธ.วิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงินนั้น ก็จะยิ่งตอกย้ำถึงความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลชุดนี้ เรียกว่าเป็นการหนีสภาพลัส
หนีสภาแรก คือ การยัดไส้โครงการพลังงานเข้ามาในพ.ร.ก.กู้เงินกับก้อนเยียวยา เพื่อใช้กลไกพ.ร.ก.ข้ามกระบวนการปกติของสภา หนีสภาเด้งที่สอง คือ การไม่เปิดให้มีการตั้งกมธ.วิสามัญ ก็ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลของฝ่ายค้าน” นายพริษฐ์ กล่าว