ดร.โจ ควงอดีตผู้ว่าฯ ‘โจ พิจิตต’ ลงพื้นที่ กางเหตุผลช่วยหาเสียง บอก ปชน.ชูแนวคิดกระจายอำนาจ-ทำงานเป็นทีม มองกทม.เมืองใหญ่เกินกว่าพึ่งพระเอกคนเดียว ‘ชัยวัฒน์’ ยังมั่นใจสู้ศึกเลือกตั้ง ลั่นต้องทำให้ดีกว่า ‘ชัชชาติ’ เพื่อเปลี่ยนใจคนกรุงเทพฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 พ.ค.2569 ที่ถนนสายไม้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯกทม. และอดีตผู้ช่วยหาเสียงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่ช่วย น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางซื่อ หาเสียง โดยมีนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมด้วย

นายพิจิตต ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการมาช่วยนายชัยวัฒน์ หาเสียงว่า รู้จักและเห็นว่านายชัยวัฒน์มีความน่าสนใจที่ตนจะมาร่วมสนับสนุนเพื่อให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนายชัยวัฒน์ มีคุณสมบัติเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นวิศวกร เคยทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะอาชีพวิศวะก็ต้องนึกถึงการสร้างและออกแบบ

โดยนายชัยวัฒน์ คงไม่คิดแต่เรื่องซ่อมอย่างเดียว จะคิดแต่เรื่องสร้าง เพราะการซ่อมอย่างเดียวจะไม่มีการจบสิ้น จึงจำเป็นต้องสร้าง แต่ต้องสร้างทั้งระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานภาพเศรษฐกิจของเมือง สร้างมุมมองใหม่ในเรื่องน้ำท่วมและการจราจร เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน จากการพูดคุยกับนายชัยวัฒน์ เห็นว่าเป็นคนที่เข้าใจเรื่องการออกแบบใหม่ที่ต้องสร้างขึ้นมา

นายพิจิตต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ คิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือ การกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกทม.เป็นเมืองใหญ่เกินไปที่จะมีพระเอกม้าขาวเพียงคนเดียว

รวมถึงยังมีความเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการกทม.กว่าแสนคนคงทำงานเองทั้งหมด ไม่ได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็งของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง

“ที่กล่าวมาตรงกับความคิดของผม จึงเป็นสาเหตุให้ผมอาสามาช่วยนายชัยวัฒน์ อาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น ในอนาคตผมจะไม่รับตำแหน่งใดๆ เพราะอายุมากแล้ว คงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ และจะช่วยนายชัยวัฒน์ หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย สก.คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่กลุ่มมดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน” นายพิจิตต กล่าว

เมื่อถามว่ามองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าฯที่ลงในนามอิสระหรือพรรคมากกว่ากัน นายพิจิตต กล่าวว่า ได้สองอย่าง ในอดีตเคยมีผู้ว่าฯที่ลงในนามอิสระ เช่นพล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายชัชชาติ ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้จะลงในนามพรรค เชื่อว่าพรรคคงจะไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก ในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน พรรคก็ให้การสนับสนุนในการทำงาน

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายชัชชาติแล้วหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาตนสนับสนุนคนที่ตั้งใจดีคือนายชัชชาติ เมื่อนายชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็คืนใบหาเสียงให้นายชัชชาติแล้วบอกว่าหมดหน้าที่แล้ว

เมื่อถามว่าได้วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งระหว่างนายชัยวัฒน์กับนายชัชชาติหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดสินใจ หากตนไปชี้นำคงลำบาก ซึ่งประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะเป็นผู้ตัดสินใจที่ดีที่สุด

ด้านนายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. หลังจากนายชัชชาติ ประกาศลงสมัครอีกครั้งว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง จุดยืนของตนคือไม่ได้อยากให้มองว่าใครจะมาลงสมัครผู้ว่าฯ แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร หรือเป็นเมืองที่ให้สวัสดิการกับคนกรุงเทพฯ อย่างไร

ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอเป็นวาระของคนกรุงเทพฯ และผู้สมัครสก.ในแต่ละเขตของเราก็มีวาระที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ ไม่ว่าเรื่องคมนาคม การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาเมืองย่านสร้างสรรค์หรือย่านเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับในตัวเรา เพราะส่วนใหญ่ยังชื่นชอบนายชัชชาติอยู่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ดีกว่านายชัชชาติ ที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และต้องทำในสิ่งที่พัฒนาก้าวหน้า แก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรังที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน

รวมถึงการบริหารกรุงเทพมหานครที่เราต้องขับเคลื่อนตั้งแต่ภาพใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎร และเราได้นำเสนอนโยบายกรุงเทพฯโปร่งใส เอไอจับโกง ซึ่งต้องมีระบบที่ดี ที่แม้แต่คนที่คิดจะโกงก็โกงได้ยาก เราต้องเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารเรื่องนี้

ขณะที่ นายพิจารณ์ กล่าวว่า ในทุกการเลือกตั้งคือโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง การยกระดับการเมืองไทย และเป็นโอกาสนำเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ ให้ประชาชนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนถึงพรรคประชาชนเราได้สร้างประวัติศาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแลนด์สไลด์ในพื้นที่กทม.ถึง 2 ครั้ง

ย้ำว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของเสียงของพี่น้องกทม. และการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาไม่ได้บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เราจะชนะอีกครั้ง แต่คิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่คนกรุงเทพฯ ให้โอกาสเรา จึงอยากใช้โอกาสนี้นำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรคและทีมบริหาร รวมถึง สก. เพื่อให้เห็นว่ากรุงเทพฯ มีโอกาสที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายอยู่ที่คนกรุงเทพฯ จะให้โอกาสเราหรือไม่

“หากรอบนี้เราสามารถเข้าไปบริหารกับงบประมาณปีแสนล้าน 4 ปีก็ 4 แสนกว่าล้านบาท จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศเห็นว่าพรรคประชาชน มีศักยภาพในการพัฒนากรุงเทพฯอย่างไร แม้จะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ชนะเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกเราคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้คนกรุงเทพฯ ได้พิจารณา” นายพิจารณ์ กล่าว

จากนั้น นายชัยวัฒน์ และนายพิจิตต ได้นำคณะร่วมเดินหาเสียงในถนนสายไม้ ซึ่งมีประชาชนเข้ามาทักทายพร้อมร้องเรียนเรื่องฝาท่อระบายน้ำบน บนถนนที่พบว่ามีรอยแตกร้าวและไม่แข็งแรง โดยชาวบ้านบริเวณนี้กังวลว่าเด็กและผู้สูงอายุหรือผู้สัญจรอาจจะได้รับอันตราย ซึ่งเรื่องนี้ทางชาวบ้านได้เคยร้องเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน