“ณัฐวุฒิ” จี้ “รัฐบาล” เร่งแก้กฎหมาย ให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส บอก ต้องไม่ทำ Pride Month เป็นเพียงอีเวนต์รายปี ของ รบ.
24 พฤษภาคม 2569 – นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 โดยในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐ ที่รับผิดชอบต้องประเมินผล และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อ คณะรัฐมนตรี ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งครบกำหนดไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วันแล้ว การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้น กลับยังไม่แล้วเสร็จ
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เราสามารถจำแนกกฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกฎหมาย ที่แม้ยังไม่ได้มีการแก้ไขถ้อยคำให้ตรงกับความหมายของคู่สมรสตามกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียม ได้เปิดช่องรับรองสิทธิ ของคู่สมรสเพศหลากหลายไว้โดยอัตโนมัติ เช่น สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการรักษาพยาบาล
แต่ กลุ่มที่ 2 มีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข จะกระทบอย่างมากต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 1. ประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรม
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า 2. พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ 2558 หรือ พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ ซึ่งปัจจุบันจำกัดสิทธิไว้เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงเท่านั้น ซึ่งหากไม่แก้ไขคู่สมรสชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง จะไม่สามารถใช้สิทธิในการอุ้มบุญได้อย่างถูกกฎหมาย และ
3. พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 ที่ปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขการขอสัญชาติไทย โดยเปิดให้กรณีหญิงต่างชาติที่สมรสกับผู้มีสัญชาติไทยยื่นขอสัญชาติได้ง่ายกว่า ส่งผลให้รูปแบบการสมรสอื่นๆ รวมถึงการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องใช้เกณฑ์การแปลงสัญชาติยากกว่าอย่างไม่เป็นธรรม
นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า สำหรับกฎหมายอุ้มบุญนั้น ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบคือกระทรวงสาธารณสุข มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การค้ามนุษย์
ขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ ทางกระทรวงมหาดไทยก็กังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลบางกลุ่มใช้การสมรสบังหน้าเพื่อแปลงสัญชาติ
อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าประเด็นเหล่านี้สามารถออกแบบกลไก แนวทางป้องกันได้ และยังคงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองไม่ให้บุคคลใดต้องเสียสิทธิ
นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า สำหรับ Pride Month ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงอีเวนต์ประจำปีของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องใส่ใจในเนื้อหาสาระ และการรับรองสิทธิทางกฎหมายของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
เพราะเรื่องนี้ต่างหาก ที่จะสะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่า มีความจริงจังต่อการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมมากน้อยแค่ไหน และไม่ว่า รัฐบาล จะดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้
พรรคประชาชน จะเดินหน้ายกร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศและทุกคน ได้เข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง