เท้ง ไม่รับปากขอโทษสว.ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ขอดูรายละเอียดการแถลงก่อน ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา แค่มีเจตนาให้รัฐสภายึดโยงประชาชน รับเอ็มโอเอ-ยกมือให้ ‘อนุทิน’ ในอดีตส่งผลต่อการเมืองในปัจจุบัน มอง ‘ภูมิใจไทย’ เป็นแค่เอเจนต์ของระบอบสีน้ำเงิน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ถึงกรณี สว.แถลงตอบโต้หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นระบบสีน้ำเงิน และขีดเส้นให้ขอโทษภายใน 3 วันว่า เนื่องจากมีการแถลงข่าวที่ซับซ้อนกัน ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน
ตนไม่ติดขัดที่จะแถลง แต่อยากให้ดูคนที่ออกมาแถลงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการคัดเลือกสว.ในรอบสุดท้ายว่ามีการสวมสีเสื้อหรือนั่งรถมาอย่างไร หากลองตรวจสอบรายชื่อก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาถึงการออกมาแถลง ยืนยันว่าพวกเราต้องการทำให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด
การโพสต์ ไม่ได้ระบุตัวบุคคลใด แต่เราตั้งข้อสังเกตเหมือนที่สังคมสงสัยเลย ยืนยันว่ามีเจตนาบริสุทธิ์เพื่อให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และอยากเรียกร้องสว.ว่าหากเห็นว่าการคัดเลือกวุฒิสภามีปัญหาไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปแก้ที่ระบบคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เราได้ประกาศหลักการสำคัญไปแล้ว 3 ประการ อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับสว.กลุ่มใด จึงอยากเชิญชวน สว.ให้เห็นด้วยกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน
เมื่อถามว่าสว.ยืนยันจะคงหลักการเสียงสว. 1 ใน 3 หากในร่างพรรคประชาชนไม่ปรับแก้ อาจคว่ำร่างได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองหรือวุฒิสภามีสิทธิ์เสนอร่างหรือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่วิธีที่จะได้มา ต้องผ่านรัฐสภาในวาระที่ 1 และไปแก้ไขชั้นกรรมาธิการวาระ 2 ที่จะได้ทุกร่างมาถกเถียงกัน หากทุกคนเห็นชอบตรงกันในชั้นกมธ. ก็อยากให้สว.ยอมรับ
นี่จึงจะเป็นการแสดงความจริงใจว่าสว.ทุกคนไม่ปิดกั้น แต่เปิดกว้าง และไม่ได้ต้องการรักษาอำนาจหรือสิทธิพิเศษของตนเองให้คงอยู่ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อถามว่าในแถลงการณ์ของพรรคประชาชน สว.มองว่าเป็นการบ่อนทำลาย จะได้เสียง สว.สนับสนุนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา ซึ่งหลักการ 3 ข้อของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่าไม่เพิ่มสิทธิ์พิเศษให้ สว. เพราะกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่ ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขฉบับเดิม
ทั้งนี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรให้สิทธิ์รัฐสภาทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ไปตัดอำนาจในส่วนนี้ การที่ตนสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อให้ประชาชนและสังคมเห็นว่าระบอบการเมืองที่ผูกขาดที่สังคมและตนตั้งคำถามว่าตกลงแล้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย กำลังมีอำนาจรัฐในฝ่ายบริหาร และกลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอำนาจเหนือวุฒิสภาหรือไม่
เพราะวุฒิสภาก็เลือกองค์กรอิสระมา ภายใต้การผูกขาดเช่นนี้ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในประเทศนี้ล้มเหลว ประเทศขาดความโปร่งใส ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นว่าดัชนีการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชนและผู้ประกอบการ
หากสว.เห็นด้วยกับการยกระดับการตรวจสอบถ่วงดุล ก็ควรเปิดกว้างเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เชื่อถือมากที่สุดว่า สว.ไม่ได้เข้ามาขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่าที่พรรคประชาชนกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ส่วนหนึ่งมาจากเอ็มโอเอและการยกมือของพรรประชาขนในวันนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งแรกตนยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินทางการเมืองของพรรคประชาชนที่ผ่านมา แต่อยากเน้นย้ำว่าสิ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลว คือ ความอ่อนแอจากภายในจากการทุจริตคอร์รัปชั่นที่กัดกินประเทศนี้อยู่ การตรวจสอบถ่วงดุลที่ล้มเหลว ทำให้ประชาชนขาดคุณภาพชีวิตที่ดี
อยากทำให้ไทยมีความเข้มแข็งจากภายในการปราบปรามทุจริตมีความเข้มข้น และการสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งหนีไม่พ้นการแก้ไขและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เช่น ในอดีตรัฐธรรมนญูปี 2540 ประชาชนเคยเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
จึงเห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่ เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะยกระดับอำนาจของประชาชน และประเทศมีความโปร่งใสมากขึ้น จึงเป็นที่มาที่ในอดีตเราตัดสินใจเช่นนั้นเพราะเราเห็นต้นตอจริงๆ ว่ากติกาสูงสุดของประเทศมีปัญหา ยอมรับว่าการตัดสินใจที่ผ่านมาส่งผลถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แต่อยากเชิญชวนทุกคนมองไปข้างหน้า
“ตอนนี้สถานการณ์การเมืองไทยเป็นแบบนี้ เราอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กำลังกัดกินประเทศอยู่ กินรวบอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ หน้าที่ของพรรคประชาชนเรายืนในจุดเดิม และพร้อมรณรงค์สื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศว่า ทางอออกของประเทศนี้คือการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรกับข้อกล่าวหาที่บอกว่าพรรคประชาชนคือส่วนหนึ่งทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงิน นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า ยอมรับว่าการตัดสินใจในอดีตทำให้เกิดสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ตนมองว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย
เชื่อว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าพรรคใดที่เข้ามาบริหารประเทศ ตราบใดที่เรายังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและองค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงคอยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ
จริงๆ แล้วพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นด่านหน้า เป็นเอเจนต์คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ แต่หากเราจะสร้างทางออกให้ประเทศจริงๆ ก็ต้องเอาหลังพิงประชาชน กลับไปเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบและให้การยอมรับ
ส่วนที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนต์นั้น พอระบุได้หรือไม่ว่าองค์ประกอบของระบอบสีน้ำเงินมีอะไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์และคิดตามว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงินมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ตนเคยบอกไปแล้วว่าเคยตั้งคำถามกับสว.บางส่วน ที่มาขององค์กรอิสระ บางส่วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองหรือไม่ หากทุกคนเห็นภาพตรงกันก็จะรู้ว่าทางออกของประะเทศควรแก้ไขเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยเปิดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ถือว่าแสดงความจริงใจแล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างที่ดีและยึดโยงกับประชาชนคือทางออก พรรคประชาชนไม่ได้ต้องการชะลอหรือเตะถ่วง แต่สิ่งที่เราคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือกระบวนการจัดทำโดยยึด 3 หลักการที่เราเคยพูดไว้ จะทำให้กระบวนการจัดเทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะได้รัฐธรรมนญูที่ดีที่สุดที่ประชาชนอยากมองเห็น
พรรคประชาชนอาจมีหลายทางเลือก และยอมรับว่าเท่าที่รับทราบจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน มีการติดต่อมาทั้งจากฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ในการขอเสียงสนับสนุน เนื่องจากเสียงไม่พอ ยืนยันว่าเราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่ไม่ขัดต่อหลักการของพรรคประชาชน