ครม.เงาส้ม แฉขบวนการทุจริต ‘คนเทาเข้าไทย’ ปูด 23 บริษัท เข้าข่ายนอมินีทุนจีน ซัดอย่าแลกท่องเที่ยวกับความมั่นคง ท้า ‘อนุทิน’ พิสูจน์ความกล้า ล้างบางทุนเทา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ

พร้อมด้วยนายพิศาล มาณวพัฒน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวการเปิดกระบวนการทุจริตนำคนต่างชาติเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือคนเทาเข้าไทย พร้อมข้อเสนอทบทวนหลักเกณฑ์ Elite Card

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น แต่สิ่งที่เห็นในวันนี้คือรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้ระบบราชการไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการอาชญากรข้ามชาติ ตั้งแต่การติดสินบนคนเข้าเมือง การฟอกเงิน เครือข่ายสแกมเมอร์ และการค้าอาวุธสงคราม

กรณี “หมิง เฉิน ซัน” ทำให้เห็นว่าหากไม่เกิดเหตุบังเอิญ ตำรวจไทยก็จะไม่เห็นสิ่งที่เครือข่ายสีเทากำลังขยายในประเทศประเทศไทย ท่ามกลางการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่ก็มีการเปิดประตูทำให้คนเทาจากต่างประเทศเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฮับสีเทา ในการดำเนินธุรกิจสีเทาทำธุรกิจเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชน

ด้าน นายปิยรัฐ กล่าวว่า หากไม่มีคดี “หมิง เฉิน ซัน” หรือคดีลักพาตัว รีดไถชาวจีน 6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นอาชญากรเสียเอง อาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในสังคม ซึ่งคดีเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น โดยในช่วง 4-5 ปีมีมาตลอด เปรียบเป็น “ไตรภาคีสีเทา” ประกอบด้วย อาชญากร เจ้าหน้าที่ของรัฐ และทุนสีเทาขนาดใหญ่

และเปรียบเป็นวงจร “ปลิงกินพยาธิ” หมายถึงหน่วยงานองค์กรที่มีอำนาจรัฐ แต่ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ต่างจากปลิงที่ดูดเลือดดูดเนื้อและหากินกับพยาธิ หรือหากินกับพวกที่มีส่วนทำให้ระบบนิเวศมีปัญหา กลับมีการตั้งหน่วยรีดไถจับกุม หรืออุ้มเรียกค่าไถ่ หรือไปเป็นพันธมิตรจัดหาอาวุธให้ ซึ่งเรื่องนี้สถานทูตจีนรับทราบข้อมูลและส่งให้ทางการไทย นำไปสู่การจับกุมที่ จ.สระแก้ว และขยายผลจากตำรวจ 56 คน

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หากไม่เกิดอุบัติเหตุจะได้ทราบเรื่องนี้หรือไม่ หรือหน่วยข่าวรู้อยู่แล้ว แต่หลับหูหลับตา โดยมองว่ามี 2 ประตู 1.กลุ่มมดงาน เข้ามาในกลุ่มคนทำงาน ในรูปแบบครูสอนศาสนา มูลนิธิ ซึ่งหน่วยงานปกครองที่อนุญาตจัดตั้งมูลนิธิปล่อยปละละเลย จนมีมูลนิธิเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง โดยให้ชาวจีนอาศัยเงื่อนไขนี้ถือครองวีซ่าพำนักระยะยาว

2.จดจัดตั้งบริษัท เพื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลให้กับคนไทยที่ถือครองทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้น หรือที่เรียกกันว่านอมินี เมื่อถือหุ้นให้ 50% และมีการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจขนาดใหญ่จะมีการเปลี่ยนผ่านมือให้กับคนจีน ซึ่งเงินที่มาไม่สามารถตรวจสอบได้

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

นายปิยรัฐ เปิดเผยถึงรายชื่อบัญชีบริษัทที่ต้องสงสัยในการครอบครองทรัพย์สินในรูปแบบนอมินีให้กับทุนจีน โดยผู้ถือหุ้น 1 คน ใน 23 บริษัท ซึ่งบริษัทมีชื่อคล้ายภาษาจีน จดทะเบียนวันที่ 23 เม.ย. 2565 แต่ถือครองซื้อบ้านโครงการขนาดใหญ่ย่านลาดพร้าว ในวันที่ 29 เม.ย.2565 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

ซึ่งในจำนวน 23 บริษัท มีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัทที่พบว่าถือครองสิทธิ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะนอมินีถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 49 จึงต้องตามต่อว่าเงินเหล่านั้นจะนำไปสู่การฟอกเงินหรือไม่ โดยใช้กลไกของกรรมาธิการการกฎหมายฯ ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง โดยเฉพาะกรณีการเรียกค่าไถ่ชาวจีน

นายพิศาล มาณวพัฒน์  ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน

นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน

ขณะที่ นายพิศาล กล่าวถึงความจำเป็นในการเข้มงวดกับวีซ่าระยะยาว เพื่อปิดช่องทางลัดที่อาชญากรรมข้ามชาติจะเข้ามาดำเนินการผิดกฎหมายในไทย โดยจะต้องทำตั้งแต่ต้นทางที่รัฐอุปถัมภ์ผ่านการออกใบอนุญาตพิเศษ 2 ใบ คือ

1.บัตรไทยแลนด์อีลิทการ์ด อยู่ได้ 5-20 ปี โดยการจ่ายเงินตั้งแต่ 650,000 – 5,000,000 บาท รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกพำนักระยะยาวอย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นช่องโหว่ที่ไม่มีการตรวจสอบที่มาของเงินและพฤติกรรม รวมถึงคุณสมบัติหลังจากให้ใบอนุญาต

ที่ผ่านมาพบผู้ถือใบอนุญาตเป็นผู้หนีคดี ติดหมายจับสากล เป็นอาชญากรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เข้าออกประเทศไทยอย่างเสรี รวมถึง “หมิง เฉิน ซัน” โดยมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาอาชญากรและทุนสีเทา พบว่าคนต่างชาติที่ซื้อบัตรนี้สูงสุดเป็นสัญชาติเดียวกันกับกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายมากที่สุด

2.ใบอนุญาตพิเศษเรื่องวีซ่าระยะยาว ซึ่งตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2568 ออกใบอนุญาตให้แล้วกว่า 7,000 คน ที่ตอบโจทย์ในการดึงบุคคลที่มีทักษะเข้ามาทำงานในประเทศไทย

“ใบอนุญาตทั้งสองมีประโยชน์กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำคือเพิ่มความเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เฉพาะตอนสมัคร หน่วยงานที่อนุญาตที่ให้อยู่ คือ ตม. กับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ปปส. ต้องร่วมมือกันพิจารณาว่า ในบรรดาคนที่ได้รับใบอนุญาตมีคนอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังจำนวนกี่ราย ต้องตรวจสอบเป็นระยะ และรายงานผลการตรวจสอบให้ประชาชนและรัฐสภาทราบ” นายพิศาล กล่าว

น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน

น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน

ด้าน น.ส.เพียงพนอ กล่าวถึงตัวชี้วัดความสำเร็จในส่วนราชการเรื่องความมั่นคงใหม่ ในเรื่องวีซ่าและการบังคับใช้กฎหมาย เพราะยังมีช่องว่างเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอยู่ โดยเฉพาะการอยู่เกินระยะเวลา ซึ่งรัฐมีกฎหมายอยู่แล้วในเรื่องพ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ถ้าเรามีข้อมูล ตม. ก็ทราบอยู่แล้วว่าอยู่ได้ระยะเวลาเท่าไหร่

การปล่อยปละละเลยให้อยู่นานแสดงว่าเราก็มีปัญหา หรือการเข้ามาทำอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทย กฎหมายต้องลงโทษปรับผู้ที่อยู่เกินและผลักดันให้ออกนอกประเทศ และต้องทำความเข้าใจกับสถานทูตทุกประเทศ เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย

นอกจากนี้ต้องมีข้อกำหนดชัดเจนว่า กำหนดให้อยู่ต่อเท่าไหร่ เช่น หากจะอยู่ต่อต้องมีตั๋วเครื่องบินขากลับ ต้องมีหลักฐานแสดงค่าใช้จ่าย และหลักฐานที่อยู่ให้ชัดเจน ส่วนผู้ประกอบการที่เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่โดยผิดกฎหมายก็จะต้องร่วมมือกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของการทบทวนวีซ่า

น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า ขอเสนอว่าจะต้องทบทวนประเทศที่เปิดให้วีซ่าฟรี ทำให้คนต่างด้าวเข้ามาง่ายๆ เพราะเชื่อว่าหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมราชทัณฑ์ หรือ DSI ก็มีข้อมูลอยู่แล้ว อย่างกรณีตำรวจบุกจับชาวไนจีเรีย 6 คน เข้ามาด้วยวีซ่านักเรียน และอยู่เกินระยะเวลา

คำถามคือคนเหล่านี้อยู่ต่อได้อย่างไร เพราะต้องมีการต่อวีซ่า ซึ่งผ่านขั้นตอนเหล่านี้มาได้อย่างไร ทางโรงเรียนที่ออกหนังสือรับรองมีกระบวนการอย่างไรบ้าง รัฐบาลต้องมีการประสานข้อมูลและกำหนดออกมาว่า มีชาติหรือคนของบางประเทศที่เราต้องดูเป็นพิเศษ และถ้าจะเข้าเมืองมาต้องขอวีซ่าไม่ใช่ได้วีซ่าฟรี

น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการกระทำความผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การสวมสิทธิ์คนตายและได้สัญชาติไทยไป การแจ้งเกิดทิพย์ เราต้องทบทวนช่องโหว่และลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่เรื่องต่างชาติถือครองที่ดินผ่านนอมินี หลายครั้งคนไทยกลายเป็นพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3 ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคต

ราชการไทยต้องเปลี่ยน KPI การจัดการความมั่นคงใหม่ ซึ่งนายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพราะเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง โดย KPI ข้อแรก คือ กระบวนการบังคับโทษต้องรวดเร็วและเด็ดขาด ข้อสอง เปิดเผยข้อมูลให้เป็นสาธารณะ และข้อสาม ขอให้มีระบบการติดตามความคืบหน้าของคดี

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน

ด้าน นายพิจารณ์ กล่าวว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นวิกฤตด้านความมั่นคง นี่ไม่ใช่ภัยทางการทหารจากต่างชาติ แต่คือระบบนิเวศที่เราปล่อยให้ทุนเทาคืบคลานเข้ามาในระบบเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้ คือ การกวดขันและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นเจตจำนงทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรมว.มหาดไทย นายอนุทินต้องทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอยู่ใต้จมูกของนายกฯ ทั้งนั้น วันนี้เราต้องท้าทายไปที่ตัวนายกฯ ว่าจะแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ เจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่

ผมตั้งข้อสังเกตว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มทุนเทาเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะรอดสายตาของข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐไปได้ มีผลประโยชน์เกิดขึ้นแน่นอน และผลประโยชน์เหล่านี้ส่งทอดมายังกลุ่มการเมืองหรือไม่ นี่คือท่อน้ำเลี้ยงให้กับบ้านใหญ่ ในกลุ่มการเมืองซีกฝั่งรัฐบาลหรือไม่” นายพิจารณ์ กล่าว

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า การปฏิบัติงานของรัฐบาลหลังจากนี้ การสั่งการของนายอนุทินจะเป็นบทพิสูจน์ เราไม่จำเป็นต้องเอาการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไปแลกกับความล้มเหลวทางด้านความมั่นคง เราเปิดบ้านเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ได้เปิดบ้านเพื่อรับอาชญากรรมข้ามชาติ

การคัดกรองคนจำเป็นต้องทบทวนและสังคายนา เราจะติดตามการทำงานของนายอนุทินในฐานะ มท.1 อย่าปล่อยให้ประเทศเราต้องแลกการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกับการเสี่ยงภัยทางด้านความมั่นคง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน