กมธ.พิทักษ์สถาบัน เดือด จี้ ณัฐพงษ์-ปิยบุตร แสดงความรับผิดชอบ ก้าวล่วงองคมนตรี กล่าวหา สีน้ำเงินกินรวบ ทำสถาบันสั่นคลอน ขู่เข้าข่าย112 ขอศาลทบทวนปมไม่สั่ง สส.ปชน.หยุดทำหน้าที่

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 26 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สว. และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำคณะกมธ. แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อความ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี หลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรี ประชุมร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ในฐานะรองประธานกมธ. ได้ประกาศจุดยืนของ กมธ.ว่า จากกรณีพรรคประชาชน นำภาพองคมนตรี 9 คน ที่เข้าร่วมประชุมกับ ปภ. พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคว่า รัฐบาลทำการมิบังควร และละเมิดหลักประชาธิปไตย

นอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีดังกล่าวซึ่งระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำ รวมถึงกรณีนายปิยบุตร ให้ยกเลิกคณะองคมนตรี เราเห็นว่าเรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย

โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ มาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

และมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฎิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ

พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี และมีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่า เป็นการลดสถานะ และการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น กมธ.ขอเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตีหรือ ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด

พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่า เป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา 112

โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่ามีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน

เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

“ผมห่วงว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาล ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้” พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า กมธ.จะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าว และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน