อัครนันท์ ลั่นพร้อมลดภาระผู้ปกครอง เตรียมปรับสูตรใหม่ ให้สอดคล้องสถานศึกษา รับงบประมาณไม่เพียงพอ เผยจัดงบปี 71 เพิ่ม หลัง พริษฐ์ ถามเรียนฟรีจริงหรือไม่ จี้ “ศธ.” ทบทวนประกาศกระทรวงปี 54 เหตุมีช่องโหว่ โรงเรียนเรียกเก็บเงินเกินสมควร
เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาในกระทู้ถามทั่วไปของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถาม รมว.ศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเรียนฟรีจริงว่า ตนเข้าใจดีว่ารัฐบาลทุกสมัยจะมี 2 เครื่องมือเชิงนโยบาย ที่นำมาใช้ในการพยายามให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย
คือ 1.การอุดหนุนงบประมาณเรียนฟรีปี 15 ปี หรืองบรายหัว ที่เป็นการอุดหนุนงบประมาณไปที่สถานศึกษา โดยคำนวณจากจำนวนนักเรียนในแต่ละสถานศึกษาเป็นปัจจัยหลัก ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อมีการอุดหนุนงบประมาณส่วนนี้ไปแล้ว สถานศึกษาก็สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับนักเรียนได้ โดยไม่ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง
และ 2.ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 เรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา นั่นคือประกาศที่กำหนดว่าในเมื่อสถานศึกษาได้รับงบอุดหนุนไปแล้วสถานศึกษานั้น สามารถเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครองเรื่องไหนได้หรือไม่ได้ และหากได้จะได้ภายใต้เงื่อนไขอะไร มีเพดานเรื่องอัตราที่สามารถเรียกเก็บได้หรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในความเป็นจริง 2 เครื่องมือดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการทำให้การเรียนฟรีนั้น ฟรีจริงตามที่เราอยากจะเห็น ซึ่งเดือนที่ผ่านมาตนโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เพื่อพยายามระดมข้อมูล และบิลค่าเทอมของผู้ปกครองทั่วประเทศว่า เขาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จากบิลค่าเทอมที่ตนได้รับมานั้น พบว่าเฉพาะเด็กที่เรียนในโรงเรียนรัฐ และแผนการเรียนปกติ ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเองประมาณ 5,000 กว่าบาท มีตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท
นายพริษฐ์ กล่าวว่า จึงอยากถามถึงประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายและประกาศที่มีอยู่ในปัจจุบันในการแก้ไขปัญหานี้ และแนวทางการทบทวนประกาศกระทรวงปี 2554 เพื่อเพิ่มเข้ามารวมอยู่ในสิทธิการเรียนฟรี และไปตัดช่องโหว่ให้สถานศึกษาสามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองเกินสมควรได้ หรือยกระดับเครื่องมือที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
“จากการที่ผมไปสุ่มตรวจบิลค่าเทอมต่างๆ พบว่าปัจจุบันมีสถานศึกษาที่มีการเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองที่อาจจะขัดกับประกาศของกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 อย่างน้อย 4 รูปแบบ คือ 1.สถานศึกษาบางแห่งมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่ความจริงไม่ควรจะเรียกเก็บได้ 2.มีสถานศึกษาบางแห่งมีการเรียกเก็บเงินในรายการที่ประกาศอนุญาตให้เก็บได้ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าผู้ปกครองได้ให้ความสมัครใจตามที่ประกาศของกระทรวงกำหนดว่าจะต้องให้หรือไม่ 3.มีบางสถานศึกษามัดรวมหลายรายการเข้ามาอยู่เป็นบรรทัดเดียวที่เรียกกว้างๆ ว่าค่าบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมการศึกษา จึงทำให้ตรวจสอบได้ยากว่าสถานศึกษามีการเรียกเก็บเงินในรายการที่ห้ามเรียกเก็บหรือไม่ เพราะไม่มีการจำแนกรายละเอียด และ 4.มีบางสถานศึกษาออกบิลค่าเทอมที่ไม่ได้ออกในนามสถานศึกษา แต่ออกในนามสมาคมผู้ปกครอง ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเทคนิคที่สถานศึกษาใช้เป็นทางผ่านเงินหรือไม่ ในการเรียกเก็บเงินในรายการที่ประกาศห้ามสถานศึกษาเก็บ”นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า จึงอยากถามว่าในเชิงนโยบายจะแก้ปัญหาอย่างไรกับ 4 รูปแบบของการเก็บเงินของสถานศึกษา ที่ตนมองว่าเสี่ยงต่อการขัดกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันผู้ปกครองทั่วประเทศกี่คนที่กำลังเผชิญกับปัญหาแบบนี้อยู่ หรือจะมีมาตรการอะไรที่เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนตรวจสอบเชิงรุกหรือไม่ เพื่อทำให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ปกครองคนไหนในประเทศนี้กำลังไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่
นอกจากที่รัฐตรวจสอบเองแล้ว ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการรวบรวมและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดว่าปัจจุบันสถานศึกษาทุกแห่งกำลังเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และมีกลไกรับผิดชอบของสถานศึกษาอย่างไร ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ไม่น่าจะยาก เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่แล้ว เพราะในประกาศดังกล่าวเขียนชัดว่า หากสถานศึกษาแห่งไหนต้องการจะเก็บเงินค่าใช้จ่ายด้านอะไร ต้องผ่านการอนุมัติจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของสพฐ. ก่อน ซึ่งข้อมูลอยู่ในมือ ท่านเปิดได้เลยวันนี้ ท่านจะเปิดหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องที่ต้องทำคู่ขนานคือ การเพิ่มงบประมาณให้ถึงมือโรงเรียนและมือของนักเรียน ตนอยากเสนอคือ 1.สามารถเพิ่มรายการในหมวด ก.ได้ ที่เป็นรายการรวมอยู่ในสิทธิการฟรี และเป็นรายการที่สถานศึกษาห้ามเก็บจากผู้ปกครองเพิ่มเติม รวมถึงห้องเรียนติดแอร์ โดยรัฐอาจจะสนับสนุนให้ติดโซล่าเซลล์ งบประมาณอุดหนุนที่ใช้อาจไม่มากเท่าที่เคยคิดกันไว้ 2.การกำหนดเพดานให้กับบางรายการในหมวด ง.-จ. ที่ปัจจุบันสถานศึกษาสามารถเก็บเพิ่มเติมได้อย่างไม่จำกัด และเป็นไปได้หรือไม่ว่าแก้ในวรรคสุดท้ายของประกาศกระทรวงฯ เพื่อระบุให้ชัดว่ารายการทั้งหมดที่สถานศึกษาเรียกเก็บกับผู้ปกครอง จะต้องรวบรวมและเผยแพร่ให้ประชาชนตรวจสอบได้
นายพริษฐ์ กล่าวว่า จึงอยากถามว่า ปัจจุบันมีข้อมูลที่สามารถบอกได้อย่างชัดๆหรือไม่ว่าตอนนี้ผู้ปกครองทั่วประเทศที่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ ต้องควักเงินตัวเองมาจ่ายให้กับโรงเรียนรวมกันทุกคนทั้งหมดกี่บาทต่อปี และรัฐบาลจะมีการทบทวนประกาศกระทรวงฯปี 2554 หรือไม่ หากทบทวนจะทบทวนเสร็จเมื่อไหร่ และเห็นด้วยกับข้อเสนอของหรือไม่ และสามารถตอบได้หรือไม่ว่าจะโยกงบส่วนอื่นของกระทรวงที่ไปไม่ถึงมือนักเรียนหรือโรงเรียน เพื่อโยกมาเพิ่มเป็นงบอุดหนุนให้ถึงนักเรียน และร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 อาจจะมีการเติมงบบางส่วนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ยังไม่มีการปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณที่เปลี่ยนจากแนวทางปัจจุบันที่อิงรายหัวเป็นหลัก ขอคำยืนยันชัดๆว่าเหตุใดถึงไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ทันในพ.ร.บ.งบฯ ปี 70 แล้วจะมั่นใจอย่างไรว่าจะทันแน่นอนภายในร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 71
ด้านนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงว่า ตนเห็นตรงกันว่าระบบการศึกษามีความซับซ้อน มีปัญหามายาวนานและมีความล้มเหลวของระบบการศึกษา ตั้งแต่ที่ตนดำรงตำแหน่งได้เข้าไปดูปัญหาของกระทรวง สำหรับเรื่องของการเรียนฟรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คือ รัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานได้แก่ ค่าการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรวม 5 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับปวช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครอง
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงยังพบว่ายังมีรายจ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายอีกมาก รวมทั้งการเก็บเงินค่าบำรุงการศึกษาในสพฐ. ซึ่งกระทรวงรับรู้อยู่เต็มอก กระทรวงจึงมีประกาศเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถาบันศึกษาสังกัด สพฐ. แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ แต่ข้อเท็จจริงยังพบว่า เด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ.ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แม้จะมีเรื่องเรียนฟรี ซึ่งปัญหาเรื่องนี้คือเรื่องของงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ การจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวเท่ากันแบบในอดีต ไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้ว่าบริบทที่ต่างกันโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ อยู่ใกล้หรือไกล ล้วนมีรายจ่ายโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดสรรงบประมาณที่เท่ากัน จึงไม่ถือว่าเป็นการจัดสรรงบที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
นายอัรคนันท์ กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลนี้เข้ามาในช่วงท้ายของการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ทำให้ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ดีเท่าที่ควร แต่กระทรวงศึกษาพยายามที่จะทำอย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาเรื่องนี้ จึงสั่งการให้ สพฐ.เร่งดำเนินการแก้ไขแผนงบปี 2570 ด้วยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 2 ส่วนคือ 1.ช่วยเหลือค่าไฟโรงเรียนละ 6,000 บาทต่อปี และช่วยค่าบริหารจัดการโรงเรียนละ 20,000 บาทต่อปี สำหรับโรงเรียนในพื้นที่จัดสรรพิเศษและโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณปี 2571 กระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่กระทรวงจะดำเนินการร่างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียมสอดคล้องกับสถานศึกษาแต่ละแห่ง
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ในงบประมาณปี 2570 กระทรวงศึกษาฯ ของบไปประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อปี 2569 ได้ประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งเราต้องการที่จะได้มากขึ้น เพื่อจะได้อุดหนุนมากขึ้น แต่ทั้งหมดอยู่ที่สำนักงบประมาณ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราพยายามทำให้กระทรวงศึกษาฯไม่ถูกตัดลดงบ เพราะจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนอย่างแน่นอน และตนเห็นด้วยที่จะต้องทบทวนแนวการดำเนินงานใหม่ทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ปกครองต้องมาชำระค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่เป็นธรรมและมีความไม่ชอบธรรมในบางเรื่อง
รมช.ศึกษา กล่าวว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณปี 2571 จะมีการจัดสรรงบประมาณใน 3 มิติคือมิติด้านความห่างไกล มิติด้านความยากจนของผู้เรียน และมิติด้านขนาดของสถานศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการจะบูรณาการทำงานร่วมกับกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อออกแบบสูตรใหม่ที่สะท้อนข้อเท็จจริง
“ยืนยันว่า ผมและกระทรวงศึกษาธิการจะพยายามจัดสรรงบประมาณปี 2571 ให้เด็กนักเรียน และผู้ปกครองลดภาระค่าใช้จ่ายและจัดสรรงบประมาณให้ดีกว่าปี 2570 เพราะไม่อยากให้เด็กๆ ขาดโอกาสทางการศึกษา และทำให้การศึกษามีคุณภาพ งบประมาณตอบโจทย์และเข้าถึงอย่างแท้จริงเพื่อยกระดับการศึกษา” รมช.ศึกษา กล่าว