โฆษกรัฐบาล แจ้ง “ไทยช่วยไทยพลัส” สร้างกระแสบวก ควบคู่ลงทุนคู่ขนาน รักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ดัน 25 โครงการ Thailand FastPass มูลค่า2.23แสนล้าน
29 พ.ค. 69 – น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก
สะท้อนว่า ทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการดังกล่าว จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่า โครงการคนละครึ่งในอดีต มีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง คาดว่า จะช่วยหนุนจีดีพี ได้ประมาณร้อยละ 0.2–0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ
น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอี ในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน
ซึ่งรัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันยังเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทย ยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี กำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่าย โครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว
โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท
ดังนั้น มาตรการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะ สร้างงาน สร้างรายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ
รัฐบาล จะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลก ยังมีความท้าทาย