สภา มีมติตั้ง กมธ.พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อภิสิทธิ์ ถาม รมว.คลัง ลงทะเบียนใช้แอปฯ ไทยช่วยไทย พลัส เป็นการมุ่งเป้า หรือ ให้ลูกหลานมาใช้หนี้เพื่อให้รัฐมนตรีคลังไปใช้จ่าย เชื่องบ 70 ที่จะเข้าสภาปลายเดือนนี้ มีงบใช้หนี้ทั้งต้นและดอกจากเงินก้อนนี้

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังจากเปิดให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุปญัตติของนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ครม.อนุมัติพ.ร.ก.ฉบับนี้ รัฐบาลก็ไปกู้เงินแล้วเอามาใช้ได้ทันที จนถึงทุกวันนี้เงินเริ่มใช้แล้ว แต่สภาฯ ยังไม่มีโอกาสอนุมัติหรือกลั่นกรองโครงการใดๆ แม้แต่โครงการเดียว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่กระบวนการปกติที่จะได้ทำคือ จะได้เห็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากเงินก้อนนี้ปรากฎอยู่ในงบประมาณในปีถัดไป เป็นรายการดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจัดงบประมาณไปชำระคืน เป็นเงินต้นที่รัฐบาลจะต้องทยอยชำระคืน ซึ่งปัจจุบันเราก็บ่นกันอยู่แล้วว่าลำพังงบประจำกับงบใช้หนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ก็ทำให้เราแทบไม่เหลือเงินที่จะไปลงทุนและพัฒนาแล้ว

ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจดำเนินการ ฝ่ายค้านเชื่อว่าไม่ได้สอดคล้องกับเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ และวิกฤตการณ์ที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าต้องใช้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น เป็นวิกฤตการณ์ที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ ถ้าตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น เก็บเงินจากโรงกลั่น ลดภาษีสรรพสามิต ราคาน้ำมันวันนี้จะไม่ต่างจากต้นเดือนก.พ.เลย

แต่ขณะนี้รัฐบาลได้ปล่อยให้ราคาสินค้าต้นทุนสำคัญๆ ทั้งขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก และวัตถุดิบต่างๆ ขึ้นไปแล้ว ซ้ำเติมความเป็นอยู่ของประชาชน แล้วตัดสินใจกู้เงินมาแจกให้ประชาชนมาซื้อของที่แพงขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อีก4 เดือนข้างหน้าเงินที่รัฐบากำหนดเอาไว้สำหรับงานนี้ก็จะหมด ของก็ยังแพงเหมือนเดิม แต่หนี้สาธารณะจะขยับเข้าไปเกือบชนเพดาน นี่คือเหตุผลที่ทำไมการใช้เงิน4 แสนล้านบาทจึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ตามกระบวนการปกติ

ที่รมว.คลัง ไปโฆษณาทั่วโลกว่าเรากำลังทำตามหลักการ 5 ข้อ 5T อย่างน้อยต้องขอบคุณที่ให้ตั้งกมธ.วิสามัญ ซึ่ง T ตัวสุดท้ายยังพอฟังขึ้นบ้าง ส่วนอีก 4T เราดูจากการตัดสินใจที่ผ่านมา ไม่ได้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวเลย

ตนไม่แน่ใจว่าวันนี้ รมว.คลัง จะกล้ายืนยันหรือไม่ว่าสิ่งที่ท่านได้ดำเนินการไปแล้ว และจะทำตามพ.ร.ก.นี้ ถือหลักการที่ท่านประกาศไว้กับชาวโลกจริง คือT ตัวแรกมุ่งเป้า ตอนแรกชี้แจงว่าลดภาษีให้ไม่ได้ เพราะจะมีคนที่เป็นเศรษฐีขับรถใช้น้ำมันดีเซลได้ประโยน์ด้วย แต่วันนี้มุ่งเป้าของท่านไปถึง26 -27 ล้านคนใช่หรือ

“ผมเห็นภาพท่านรัฐมนตรีลงทะเบียนแล้วไปใช้แอปไทยช่วยไทย พลัส ผมถามว่านี่ถือการมุ่งเป้า หรือว่าเรากำลังให้ลูกหลานมาใช้หนี้ เพื่อให้รัฐมนตรีคลังไปใช้จ่ายได้ มันไม่ใช่ และการมุ่งเป้าก็ยังไม่มีการทำอย่างละเอียด ก็เกิดเรื่องว่าสำหรับคนที่พยายามจะใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตอนนี้มีการไปตัดสิทธิพ่อแม่ ที่ลูกเอาพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี นี่คือการมุ่งเป้าหรือ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จึงเห็นว่ากมธ.ชุดนี้อย่างน้อยตนคิดว่าแม้จะไม่สามารถสกัดกั้นคนใช้เงินจำนวนมหาศาลแบบนี้ เพียงแต่กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น คงต้องไปติดตามว่าการช่วยเหลือเยียวยาประชานที่เดือดร้อนแบบมุ่งเป้านั้น ควรทำอย่างไร นี่คือเงินเกือบ 2 แสนล้านบาท ที่หมดไป และอาจจะมากกว่านั้นเพราะในพ.ร.ก.ก็อนุญาตให้สามารถโยกงบจาก 2 แสนล้านบาทอีกก้อนหนึ่งมาอยู่ในส่วนนี้ได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าส่วนเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็คงจะดำเนินการเรื่องการเปลี่ยนผ่าน และหลักการเสริมขีดความสามารถความเข้มแข็งของประเทศ ก็ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานสะอาดหรือการลดการพึ่งพาฟอสซิล สิ่งที่เราได้ยินมีเพียงเรื่องสนับสนุนให้ซื้อ หรือใช้โซลาร์เซล กับยานยนต์ไฟฟ้า

หากพูดถึงความมั่นคงไม่ได้ทำให้ประเทสไทยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศน้อยลงเลย ยังแปลกใจว่าหากอยากลดการพึ่งพาฟอสซิล อีกแนวทางคือไปสนับสนุนไบโอดีเซล เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรได้ และลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลไม่พูดเลย พูดแต่แผงโซล่าร์เซล สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยีที่ต้องนำเข้าทั้งสิ้น

และเราไม่ได้มีความพร้อม รัฐมนตรีบอกเองว่าเงินก้อนนี้คงจะกู้ปีหน้า เพราะยังไม่มีลายละเอียดแผนอะไรเลย นี่ไม่ใช่วิธีการเปลี่ยนผ่าน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจก็น่าห่วงวันนี้เริ่มมีความพยายามที่จะอ้างเทคโนโลยีมาขอเงินก้อนนี้ไปใช้ แต่สิ่งที่เราเห็นเหมือนกันคือโครงการที่อ้างทั้งหลายขาดทั้งความโปร่งใส การเสริมสร้างความเข้มแข็งในเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คนไทยสามารถพัฒนาเองและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ดูได้จากโครงการ TH-AI Passport

ส่วน T ตัวสุดท้ายกระบวนการลัดขั้นตอนทั้งหลาย การจัดซื้อจัดจ้างเราก็ยังไม่ทราบว่าในที่สุดจะมีมาตรฐานเข้มงวดอย่างไร ความสุ่มเสียงทั้งหมดที่ทำให้เรามั่นใจได้คือคนไทยเป็นหนี้เพิ่มขึ้น4 แสนล้านบาท และสภามีหน้าที่ต้องตรวจสอบเรื่องนี้

จากนั้นที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 25 คน โดยมีกรอบระยะเวลาศึกษาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน90 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน