รัฐบาล หนุน “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ดันไทยสู่ ศูนย์กลางศิลปะ-วัฒนธรรม ระดับภูมิภาค เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ -การจ้างงาน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
14 มิ.ย. 69 – น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนเต็มที่ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ
โดยเห็นด้วยในหลักการกับข้อเสนอของภาคเอกชนในการพัฒนา New National Art and Culture Platform เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ประเด็นดังกล่าวได้รับการหารือระหว่าง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และคณะผู้บริหารหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยภาคเอกชน เสนอให้จัดตั้งแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ
ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์การเรียนรู้ พื้นที่พัฒนาทักษะ เวทีแสดงศักยภาพของศิลปินไทย และศูนย์กลางเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน
น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า นายกฯ มองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมระยะสั้น แต่เป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางธุรกิจได้ในระยะยาว หากมีการออกแบบระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ งานหัตถกรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้
“เชื่อว่า ทุนวัฒนธรรมไทย ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติการอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ด้วย หากสามารถเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ” น.ส.รัชชดา กล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของภาคเอกชน คือการจัดตั้ง Art Free Zone หรือเขตปลอดอากรด้านศิลปะ เพื่อดึงดูดงานศิลปะระดับโลก นักสะสม สถาบันศิลปะ และผู้จัดงานระดับนานาชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงและซื้อขายผลงานศิลปะในภูมิภาค
โดย นายอนุทิน ชาญวีกรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เห็นว่า แนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะนอกจากจะช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และบริการสร้างสรรค์ต่างๆ
รวมถึงเปิดโอกาสให้ศิลปินไทย ได้แสดงผลงานบนเวทีเดียวกับศิลปินระดับโลก เกิดการซื้อขาย การว่าจ้าง และการต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น
“ประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคศิลปะและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่จะกระจายสู่ภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้กับหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” น.ส.รัชดา กล่าว