ปชป. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ค้านคำชี้แจงรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โต้คำชี้แจง ครม. ฟังไม่ขึ้น ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจยังโต-ภาษีเก็บเกินเป้า ไม่เข้าเกณฑ์วิกฤตความมั่นคง ทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มายื่นคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้ยืมเงิน 400,000 ล้านบาท ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

นายกรณ์ กล่าวว่า คำชี้แจงของ ครม. ที่ผ่านมา ไม่สามารถอธิบายเหตุผลความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ได้ เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งเน้นการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด

โดยปกติ หากรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จะต้องดำเนินการผ่าน พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันกรอบงบประมาณปกติของรัฐบาลนี้ก็กู้เงินจนเกือบเต็มเพดานอยู่แล้ว แม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมได้ในกรณีที่มีภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่กฎหมายกำหนดเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ เท่านั้น

นายกรณ์ กล่าวว่า หากย้อนดูประวัติศาสตร์ การออก พ.ร.ก. กู้เงินจะเกิดขึ้นเฉพาะยามวิกฤตรุนแรงเท่านั้น เช่น ปี 2542 วิกฤตต้มยำกุ้งที่กระทบความมั่นคงทางการเงิน ปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่เศรษฐกิจติดลบหนักจนจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าเกือบ 2 แสนล้านบาท หรือวิกฤตโควิด-19 ที่เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง ประชาชนไม่สามารถทำมาหากินได้ สถานการณ์เหล่านั้นจึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ในการออก พ.ร.ก.กู้เงินนอกงบประมาณปกติ

​รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อนำตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับการกู้เงินในอดีต จะพบข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นภาวะปกติ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวถึง 2.8% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้มากกว่า 2%

ทุนสำรองระหว่างประเทศ อยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ การจัดเก็บรายได้ ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมาย หนี้สาธารณะ ปัจจุบันยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP

​”ไม่ว่าจะพิจารณาจากดัชนีชี้วัดตัวใด ก็ไม่สามารถอ้างได้เลยว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคง การที่รัฐบาลหยิบยกเหตุผลอื่นๆ มาอ้างเพื่อออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 53 และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ อย่างชัดเจน”นายกรณ์ กล่าว

“พรรคมองว่าถ้าเราปล่อยให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินในสถานเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ถือเป็นปัญหาระดับปกติของทุกรัฐบาล สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายวินัยทางการคลังของประเทศ และเปิดช่องให้ทุกรัฐบาลในอนาคต อ้างเป็นประเด็นปัญหา มาเป็นเงื่อนไขออก พ.รก.กู้เงิน จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสร้างภาระหนี้สินของประเทศให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า เราไม่ควรปล่อยให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน ได้ตามอำเภอใจ ความจริงวันนี้สงครามมีสัญญาณว่าจะยุติลงแล้ว ราคาน้ำมันก็ปรับลดลงแล้วและปรับลดลงอยู่ทุกวัน ถ้ารัฐบาลต้องการให้ราคาน้ำมันถูกลง เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลมีช่องทางอื่นที่ดำเนินการได้

พรรคประชาธิปัตย์เคยให้คำแนะนำไปแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การลดภาษีสรรพสามิต ที่จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงทันที หรือการปรับวิธีการกำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ที่ในปัจจุบันยังคงใช้ราคาอ้างอิงของสิงคโปร์อยู่เหมือนเดิม ทั้งที่รัฐบาลเคยพูดหลายครั้งว่าวิธีการคำนวณหรือกำหนดราคาน้ำมันแบบนี้ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน