อธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำไม่ได้หั่น ป่าทับลาน 1.5 แสนไร่ ยันเป็นที่อยู่อาศัย-ทำกิน ก่อนประกาศเขตอุทยาน ลั่นใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ได้เลือกปฏิบัติ
วันที่ 17 มิ.ย. 2569 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน 155,865.47 ไร่ ว่า คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้พิจารณาแนวทางด้วยความรอบคอบ เหมาะสมและถูกต้องที่สุด เพราะผ่านกระบวนการตัดสินใจร่วมกันจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายอรรถพล กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติ โดยพื้นที่ 155,865.47 ไร่ ที่คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลานทั้งหมด เป็นพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐได้จัดสรรให้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินกับประชาชนมาก่อนประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เพียงแต่ต้องนำมาคัดกรองแยกแยะกลุ่มให้ชัดเจน
แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 , 2 และ 3 เป็นพื้นที่เคยประกาศผ่อนปรนให้ราษฎรอยู่อาศัยมาก่อน เช่น พื้นที่มีมติ ครม. ปี 2520 หรือ ส.ป.ก. ประกาศปี 2521 ซึ่งมีหลักฐานและภาพถ่ายทางอากาศยืนยันชุมชนในอดีต กลุ่มนี้จะได้รับการพิจารณาก่อน แต่หากตรวจสอบพบผู้ครอบครองที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีคุณสมบัติจะถูกตัดสิทธิ์ และกลุ่มที่ 5 (ที่ราชพัสดุ) เป็นพื้นที่ทางทหารใช้งานอยู่จะส่งคืนให้ธนารักษ์ดูแลเพื่อเป็นที่ราชพัสดุตามเดิม จึงไม่มีปัญหาใดๆ
ส่วนกลุ่มที่ 4 พื้นที่ที่ยังมีปัญหา เป็นพื้นที่ประชาชนในพื้นที่ เช่น ชาวไทยสามัคคี หรือพื้นที่ทับลาน หากสงสัยว่าทำไมยังไม่เข้าสู่กระบวนการเพิกถอน เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าในอดีตไม่เคยมีประวัติการประกาศเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. หรือจัดสรรโดยรัฐเพื่อความมั่นคง จึงยังไม่มีเรื่องราวในอดีตมารองรับให้พิจารณาได้ จึงต้องชะลอไว้ก่อน
ซึ่งการพิสูจน์สิทธิ์กลุ่มที่ 4 มีกลุ่มประชาชนประมาณ 5,200 รายที่มีประวัติการทำกิน ซึ่งได้รับข้อมูลหลักฐานจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ที่ประชุมจึงมีมติให้เร่งสำรวจพิสูจน์สิทธิ์ให้เร็วที่สุดภายใน 6 เดือน หากใครอยู่มาก่อนจริงต้องให้สิทธิ์
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่กลุ่มที่ 4 มีความเข้มงวด เนื่องจากพื้นที่กลุ่มนี้มีคดีความสูงที่สุด มีคดีสะสมประมาณ 450 คดี จากคดีทั้งหมด 550 คดีในทุกกลุ่ม จึงต้องระมัดระวังไม่ให้กลุ่มคนที่ทำไม่ถูกต้องเข้ามาปะปนกับกลุ่มคนที่ทำถูกต้อง
ส่วนพื้นที่ที่เหลือที่ ส.ป.ก. ต้องรับไปดูแลจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและเจตนารมณ์ของ ส.ป.ก. หากบุคคลใดไม่มีคุณสมบัติจะไม่ได้รับสิทธิ์ โดย ส.ป.ก. สามารถจัดที่ดินได้ทั้งรูปแบบเฉพาะราย หรือแบบแปลงรวม
เช่น กรณีประชาชนผู้ยากไร้ที่เข้ามาอยู่หลังการประกาศ คสช. และอยู่ภายใต้มติ ครม. 26 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำเพื่อสร้างความเป็นธรรมและต้องการให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาเป็นแนวร่วม หรือแนวกันชน (Buffer Zone) ในการช่วยดูแลรักษาป่าไม้ร่วมกับภาครัฐ สำหรับแผนผนวกพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติม
อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนของกรมป่าไม้ที่เหลืออยู่ มีแผนที่จะผนวกเข้ามา โดยพื้นที่ใดมีศักยภาพเป็นอุทยานจะผนวกเป็นอุทยาน ส่วนพื้นที่ใดที่เหมาะสมให้เป็นป่าชุมชนเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์และร่วมกันดูแลรักษาจะประกาศเป็นป่าชุมชน เนื้อที่ประมาณ 87,000 ไร่
นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ดังนั้น ตัวเลขพื้นที่ที่หายไปประมาณ 150,000 ไร่ จึงไม่ใช่พื้นที่ป่าที่หายไปจริง แต่ต้องดูบริบทและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ประกอบด้วย ซึ่งกระบวนการแก้ปัญหานี้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศผ่านกลไก One Map และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะที่ทับลาน แต่มีการชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียก่อนดำเนินการเสมอ