กมธ. ถกเดือด TH-AI Passport ปลัดดีอี ยันมีแผนตั้งแต่ ‘รัฐบาลประยุทธ์’ ไม่ใช่เร่งทำแค่ 31 วัน ปัดตอบปมเจาะจงประชาสัมพันธ์บนจอร้านสะดวกซื้อ ย้ำทำตามกฎหมาย ลั่นให้ยกเลิกด้วยเหตุอะไร
วันที่ 18 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัด ทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนฯ และกมธ.การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนฯ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมฯ เกี่ยวกับข้อสงสัยต่อความเร่งรีบในการดำเนินโครงการ TH-AI Passport
นายพชรได้นำเสนอรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึกของกระบวนการทำงานเพื่อตอบคำถามสังคมที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการที่รวดเร็วผิดปกติ โดยระบุว่า เป้าหมายของจำนวนประชาชนที่ต้องการให้รู้จัก และเข้าถึงการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้น ไม่ได้เพิ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเร่งรีบในรัฐบาลปัจจุบัน
แต่เป็นแผนงานที่มีการหารือและจัดทำมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2565 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
โดยมีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2567 โดยทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวมีการกำหนดแผนงาน แผนปฏิบัติการแม่บท และแผนปฏิบัติการต่างๆ ในส่วนของกรอบเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน
นายพชร กล่าวต่อว่า ต่อมาในวันที่ 1 พ.ค. 2568 คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ มีการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้มีผู้ใช้งานหรือรู้จัก AI จำนวน 20 ล้านคนภายในปี 2570 แต่เนื่องจากคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดเดิมแต่งตั้งขึ้นโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล จึงส่งผลให้เกิดการขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน
ทางกระทรวงดีอี จึงได้นำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างจัดตั้งคณะกรรมการ AI ให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติในรูปแบบคณะกรรมการถาวรโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นสำเร็จในปี 2569 โดยยังคงยึดกรอบเป้าหมายเดิมคือการขับเคลื่อนให้มีผู้เข้าถึง AI จำนวน 20 ล้านคนเช่นเดิม
นายพชร กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นในช่วงปลายเดือน ก.ย. ที่มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอีกครั้ง ได้มีการกำหนดแนวนโยบายเร่งด่วนประกอบด้วย 5 เสาหลัก เพื่อผลักดันการพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยมีกรอบเป้าหมายขั้นต่ำในการขับเคลื่อนเฟสแรกอยู่ที่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกรอบเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้
ในส่วนของแหล่งเงินทุนที่นำมาสนับสนุนโครงการ นายพชร ชี้แจงว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาเริ่มปฏิบัติงานจริงในวันที่ 1 ต.ค. 68 ทรัพยากรจากงบประมาณปกติประจำปีของกระทรวงฯ มีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ทางกระทรวงฯ จึงได้พิจารณาแหล่งทุนสนับสนุนอื่นที่มีศักยภาพและสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที ซึ่งก็คือกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกองทุนดีอี
นายพชร กล่าวต่อว่า ซึ่งในขณะนั้นมีเงินทุนหมุนเวียนหน้าตักพร้อมใช้งานอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท ทางกระทรวงฯ จึงนำวงเงินดังกล่าวมาพิจารณาออกแบบโครงการ โดยดำเนินการสืบราคาและจัดทำราคากลางตามแนวปฏิบัติปกติของทางราชการทุกประการ
สำหรับข้อสงสัยและข้อครหาของสังคมที่ระบุว่าการใช้เงินนอกงบประมาณจากกองทุนดีอีส่อถึงความไม่โปร่งใส เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสภาฯ นั้น นายพชร ชี้แจงว่า กระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณของกองทุนไม่ได้มีความง่ายอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการคัดสรรและกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเป็นลำดับชั้น
โดยคณะกรรมการผู้พิจารณาอนุมัติไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ แต่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานกลางและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ร่วมเป็นกรรมการ
ซึ่งคณะกรรมการกลางชุดนี้จะเป็นผู้ตรวจสอบและกลั่นกรองจนนำไปสู่ขั้นตอนการยกร่างข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน
นายพชร ยังยืนยันว่า กระบวนการจัดทำโครงการ TH-AI Passport ได้ผ่านขั้นตอนการเตรียมการและดำเนินงานฝังตัวมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่เดือน พ.ค., ก.ย. และต.ค. 68 ซึ่งเป็นโครงการที่มีฐานงานเดิมรองรับอยู่แล้ว จนกระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาจ้างได้เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 2569
“กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นศึกษา ยกร่าง จนถึงวันลงนามในสัญญานั้นใช้เวลารวมกันเกือบ 1 ปีเต็ม ไม่ใช่การเร่งรัดดำเนินการภายในระยะเวลา 31 วันตามที่มีกระแสข่าวทำให้เกิดความสับสนในสื่อต่างๆ แต่อย่างใด” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว
ขณะที่นายธีระชาติ ก่อตระกูล ทีมงานของผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สอบถามปลัดดีอี ถึงการแก้ทีโออาร์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10 พ.ย.68 ในการเข้า ครม.เศรษฐกิจ เพื่อแก้กรอบเวลาจาก 90 วัน เหลือ 30 วัน
นายธีระชาติ กล่าวอีกว่า เมื่อเอกสารออกมาวันที่ 15 ธ.ค. ตอนทําประชาพิจารณ์ ท่านทราบหรือไม่ว่า มีการแก้ไข และได้รับทราบหรือไม่ว่า นอกเหนือจากมีการแก้เพิ่มจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อเข้าไปหลังจากนั้น ในเวลาห่างกันนิดเดียวจากการยุบสภาฯ
นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นคนแก้ไขข้อมูลตรงนี้ นอกจากนี้ ยังมีคนค้นพบแอปพลิเคชันที่ชื่อเดียวกัน 100% เป็นความบังเอิญหรือว่าท่านคิดเองในทีโออาร์ชุดนี้
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า การนําเสนอ ครม. คือการนําเสนอโครงการ ไม่ใช่ทีโออาร์ เพื่อเป็นกรอบการทํางาน ซึ่งมีกรอบเวลา รวมถึงวิธีการดําเนินงาน แล้วจึงนําไปสู่ทีโออาร์
ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวต่อว่า ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมติว่าโครงการนี้จะสร้างถนน 10 กิโลเมตร ภายใน 90 หรือ 120 วัน แต่เมื่อทําจริง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลนั้นเร่งด่วน เรามั่นใจว่ามีการเทสต์ตลาด และมีคนสนใจในระดับหนึ่ง จึงร่นระยะเวลาลง เพื่อให้ถนนเส้นนี้เสร็จได้ภายในระยะเวลา 60 วัน ไม่ใช่ 90 วัน
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงอีกว่า ส่วนการเพิ่มจอก็เช่นเดียวกัน การดําเนินการภายใต้โครงการมีการเขียนไว้ชัดเจนภายใต้ ครม.ว่าสาระสําคัญของโครงการนี้ คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในภาพรวม จึงจําเป็นต้องมีการกระตุ้นให้มีส่วนร่วมจากประชาชน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการทําโครงการแล้วทิ้งขว้าง
ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวต่อว่า เรามีกรอบว่า จะกระตุ้นด้วยสื่อใดบ้าง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดให้ ครม.ทราบ ส่วนคําว่า เอไอ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพาสปอร์ตนั้น ขอให้ย้อนกลับไปดู ว่ามีตั้งแต่ปี 66-67 แล้ว บริษัทที่ปรึกษารายใหญ่ของโลก 1 ใน 4 ก็ทําโครงการที่ใช้ชื่อลักษณะนี้เหมือนกัน
ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่ปรึกษากมธ.กฎหมายฯ ถามถึงเรื่องกฎหมายที่มีการแจ้งว่าอาจมีการฉ้อฉลในโครงการดังกล่าว จึงอยากขอดูสัญญา เนื่องจากจะขัดกับทีโออาร์ไม่ได้ เพื่อมาดูว่า จะผิดตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง หรือการฮั้วประมูลหรือไม่
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า ต้องขออนุญาตทางบริษัทด้วย เนื่องจากเป็นกันเซ็นสัญญาร่วมกัน
ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ย้ําว่า ต่อให้ตัวสัญญาเกี่ยวพัน แต่คงไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ จึงขอใช้อํานาจกรรมาธิการในการขอ หากไม่ให้ ท่านก็ต้องให้เหตุผล ไม่ใช่พูดถึงบริษัทเอกชน และหากกระทบต่อความมั่นคง ก็สามารถตีลับได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเปิดเผยต่อกรรมาธิการไม่ได้
นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ตนมองว่า หนังสือที่กรรมาธิการขอไป สามารถใช้ในการส่งเอกสารมาได้เลย ไม่จําเป็นต้องทําเอกสารซ้ํา จริงๆ สามารถเปิดเผย ณ ตอนนี้ได้เลย
ปลัดกระทรวงดีอี ยืนยันว่า ไม่ใช่ความลับ อย่างน้อยต้องแจ้งให้กับบริษัททราบ เนื่องจากเป็นสัญญาซื้อจ้างมาตรฐาน คิดว่าผู้รับจ้างคงไม่ติดขัด แต่ด้วยความเป็นราชการ ก็ขอเวลา และจะรีบส่งให้ ซึ่งต้องมีการลงนามด้วยกัน ไม่เช่นนั้นความเสี่ยงจะตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ อาจจะส่งได้ในช่วงบ่ายวันนี้
พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า เนื่องจากเป็นรูปแบบกิจการร่วมค้า และข้อมูลที่ปรากฏนั้น มีการแยกการจ่ายเงิน ซึ่งตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างทําไม่ได้ จึงต้องตรวจสอบ และจะมีการเรียกอัยการสูงสุดเข้ามาด้วย
ส่วนนายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สอบถามว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ปลัดดีอีเข้ารับตําแหน่งหรือไม่ และขอทราบรายละเอียดการเสนอ และการเปลี่ยนแปลง ขอให้ท่านพิจารณาให้ดี เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น หรือข้อข้องใจอะไร แม้จะมีการเซ็นสัญญาไปแล้ว ก็ยังมีช่องทางที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้
นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการและที่ปรึกษากมธ.กฎหมายฯ กล่าวว่า เข้าใจว่าโครงการนี้ได้รับงบประมาณอุดหนุนกองทุนดีอี เท่าที่ทราบโครงการเนื้อหอมมาก ในแต่ละปีมีผู้ที่ขอใช้เงินจากกองทุนนี้เป็นจํานวนมาก ผู้บริหารบางท่านยังบอกว่า ไม่รู้จะจัดสรรกันอย่างไร จึงขอถามถึงมาตรฐานราคากลาง เนื่องจากเทคโนโลยีเอไอ ยังเป็นเรื่องใหม่ มีการคิดคํานึงเรื่องนี้หรือไม่
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า แนวคิดนี้มีมาก่อนที่ตนจะเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมาย ตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 แล้วจึงนํามาจัดทําเป็นโครงการ ส่วนการแก้ไขสัญญานั้น โดยธรรมชาติราชการเอาเปรียบเอกชน 100% อยู่แล้ว มีการสงวนสิทธิ์เป็นสัญญามาตรฐาน ในขณะที่ราคามาตรฐาน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีหลายสิ่งรวมกัน จึงใช้ราคาตลาดเป็นตัวอ้างอิง ย้ำว่าใช้ตามมาตรฐานทั้งหมด
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้สอบถามถึงไทม์ไลน์โครงการ เนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีที่เสนอเข้ามาในรัฐบาลก่อน พร้อมถามไปยัง สตง.และกรมบัญชีกลางด้วย
แต่ระหว่างนั้นนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้พยายามค้าน และแสดงความไม่เห็นด้วยกับคําพูดของน.ส.รักชนก ซึ่งมีการปิดไมค์จากนายรังสิมันต์อยู่เป็นระยะ ทำให้นายศุภชัยขอใช้สิทธิ์ประท้วง จน น.ส.รักชนก ขอนําข้อความที่บอกว่า “สีน้ําเงินเป็นสีมงคลประจําภาครัฐ” ออกจากบันทึกการประชุม
น.ส.รักชนก กล่าวถามอีกว่า ทําไมต้องมีการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง คล้ายกับโครงการ national credit bank ของกระทรวง อว. จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการก๊อปวางหรือไม่ และอยากทราบว่า คนที่ร่างทีโออาร์ได้มีการนําของเดิมมาหรือไม่
“หากบอกว่าไม่ได้ก๊อป ดิฉันจะตกใจ เพราะว่ามีการซ้ํากัน 7-8 บรรทัด ที่มีตัวหนังสือเป๊ะ 99.99% ต่างแค่คําว่าจอและจุด นี่คือการหลักการทั่วไปของการเขียน 2 ทีโออาร์โครงการที่คนละวัตถุประสงค์หรือไม่”
น.ส.รักชนก ยังสอบถามถึงการแถลงข่าวที่ระบุเป็นการรับฟังความคิดเห็น สอดคล้องกับทีโออาร์หรือไม่ ที่จะต้องจัดให้มีการเปิดตัว และมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ํากว่า 200 คน มีการใช้งบประมาณในส่วนไหนมาจัดงาน โดยเฉพาะคําพูดของตัวแทนบริษัท ที่อาจมีความสัมพันธ์ หรือเคยทํางานในบริษัท Plan x มาก่อน
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนพยายามจะเชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ที่เคยทําโครงการชื่อคล้ายกันมาก่อน และเป็นหนึ่งในบริษัทเป็นผู้ก่อตั้ง และมีความสัมพันธ์กับบริษัทที่ได้รับโครงการนี้ เป็นที่ผู้รับประโยชน์คนสุดท้ายเป็นคนเดียวกัน และการลบแอปพลิเคชันที่ชื่อเหมือนกันออกไป รวมถึงทําไทม์ไลน์ที่มีการเทสต์แอปพลิเคชันที่ดูมีความผิดปกติ
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วท่านประธานรักชนกไม่ได้ถามคําถาม แต่ท่านเล่าเรื่องเองทั้งหมด ตนพูดไปหลายครั้งแล้ว เรื่องความแตกต่างของการทําโครงการและทีโออาร์ สําหรับเรื่องการก๊อปปี้นั้น ถ้าดูทีโออาร์ทั้งหมด 40 หน้า ยังมีรายละเอียดอีกมาก จุดนี้คือเพียงไม่กี่ข้อในนั้น และไม่ใช่คุณสมบัติมาตรฐาน
ด้านนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ถามถึงหน่วยงานอื่นได้มีการขอเงินสนับสนุนจากกองทุนดีอีหรือไม่ และผลสัมฤทธิ์ของแต่ละโครงการนั้นเป็นเช่นไร มีการทําข้อหารือถึงฝ่ายกฎหมายหรือไม่ ขอฝากถึงประธานกรรมาธิการว่า ต้องมีการแจ้งเรื่องการประชุมร่วมในห้องกรรมาธิการเพื่อขอมติกันก่อน
ส่วนนายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามถึงการนําสองส่วนของโครงการมาประกอบกัน เนื่องจากไม่อยากให้มีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ขอทราบว่าเป็นจํานวนตัวเลขเท่าไหร่ และส่วนตัวท่านมองอย่างไร
ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงการแบ่งซื้อแบ่งจ้างว่า ทําไมไม่มีการซื้อตรงกับเอไอแต่ละเจ้านั้น ราชการทําแบบนั้นไม่ได้ เพราะเอางานเดียวกันไปซื้อกับหลายเจ้าไม่ได้ ไม่ได้อยากแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนสามารถแบ่งการจัดซื้อเอไอ และการประชาสัมพันธ์กันนั้น ทำได้ แต่ความสําเร็จของตัวโครงการ คือความสําเร็จของผู้ใช้งาน รวมถึงความตระหนักรู้ และเรื่องหลักสูตรด้วย จึงทําโครงการในลักษณะภาพรวมขนาดใหญ่
ปลัดกระทรวงดีอี ยังชี้แจงถึงการประชาสัมพันธ์ว่า หากคนที่เข้ามาบิดแข่งกัน เสนอมาแล้วไม่เป็นตามนั้น คุณก็โดนตัดคะแนนเท่านั้นเอง คุณไม่ได้ตก เราเปิดกว้าง ถ้าเสนอเท่าที่ทําได้ เราก็ตัดราคา ส่วนข้อมูลเอกชนนั้น ตนเองคงไม่อาจทราบได้ ย้ําว่าเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่สาระสําคัญของคนที่จะได้หรือไม่ได้
ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวต่อว่า สําหรับเรื่องจอของร้านสะดวกซื้อ มีคนพบเห็นวันละ 20 ล้านคน ขณะเดียวกันเราก็มีช่องทางสื่อสารในทางอื่นๆ อีก แต่เรื่องกระบวนการนั้น ตนไม่ทราบ เข้าใจว่าในธุรกิจ ก็อาจจะรู้แนวทางกับโครงการลักษณะนี้ ส่วนที่ น.ส.รักชนก ถามว่า เป็นเรื่องปกติหรือไม่นั้น ตนไม่สามารถตอบได้ ขอตอบเพียงข้อเท็จจริงอย่างเดียว
ขณะที่คณะร่างทีโออาร์ ชี้แจงต่อถึงการระบุใช้จอในการประชันสัมพันธ์ว่า เรามีการใช้ข้อมูล ทั้งคนที่เคยจัดซื้อจัดจ้าง หรือมาตรฐานราคากลาง เพื่อประกอบกัน เรื่องจอเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในทีโออาร์ส่วนของออฟไลน์
คณะร่างทีโออาร์ ระบุอีกว่า เราเห็นจากการที่กระทรวง อว.ระบุไว้ในเว็บไซต์ การประกาศประกวดราคาและได้ผู้ชนะ เราจึงนำมาใช้เฉพาะส่วนที่จําเป็นกับโครงการนี้ ซึ่งมองว่าเหมาะกับการสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่มที่เข้าร้านสะดวกซื้อ ยืนยันว่ามีหลายรายที่สามารถเข้ามาประกวดราคาได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าร่วมประชุมในภายหลัง
ทําให้นายศุภชัย กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้มีคําถามกับผู้ที่มาชี้แจง แต่ได้ข้อสรุปอยู่หนึ่งอย่างคือวันนี้ท่านเซ็ตอัพกันมา และยังเชิญผู้นําฝ่ายค้านฯ เข้ามาซัดเรื่องนี้ จึงขอไม่เข้าร่วมสังฆกรรมด้วย และขอเดินออกจากที่ประชุม
นายณัฐพงษ์ ได้ลุกขึ้นขอชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการเซ็ตอัพ แต่ตนได้ติดตามไลฟ์สดผ่านสื่อมวลชน และมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม ตนเพิ่งได้ส่งข้อความมายังประธาน เพื่อขออนุญาตเข้าห้องประชุม
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสำคัญในวันนี้ถ้าหากถามปลัดกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีตอบเป็นคำตอบในทิศทางเดียวกันคือทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ แต่อย่าลืมว่าเรามีหน่วยงาน ป.ป.ช. ขึ้นมาทำการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น เพื่อให้การดำเนินโครงการถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งเรารู้ดีว่าอาจจะเป็นเรื่องของการให้ผลประโยชน์ทับซ้อน
นายณัฐพงษ์ ได้ตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห้องประชุมนี้ เช่น ป.ป.ช. ขอถามผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต ว่า ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงด้วยสามัญสำนึก จากไทม์ไลน์ที่สังคมได้เห็นร่วมกัน พบว่าเคยมีแอพพลิเคชั่นจากเอกชน ใน App Store ซึ่งเนื้อหามีลักษณะเหมือนกันกับโครงการ TH-AI Passport โดยขณะนี้แอพพลิเคชั่นนั้นได้ถูกลบไปแล้ว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งพบว่าทีโออาร์มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าทีโออาร์มีการล็อกสเปกขึ้น หรือมีความพยายามที่จะเขียนให้มีรายละเอียดที่มีความหมายคล้ายกันกับอีกหนึ่งกระทรวง รวมถึงภาพที่ปรากฎต่อสาธารณะว่าคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจอาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยทางอ้อม มีความสัมพันธ์หรือมีอำนาจในโครงการนี้ หรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า อยากสอบถามตัวแทนจาก ป.ป.ช. ว่าหากพิจารณาจากสามัญสำนึกในกรณีแบบนี้สามารถสงสัยได้หรือไม่ว่า มีการคุยกันเบื้องหลังหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
ทั้วนี้ ในช่วงท้ายการประชุม น.ส.รักชนก กล่าวว่าเราเข้าใจว่า AI มีประโยชน์ แต่ท่านเข้าใจหรือยังว่าโครงการนี้มีปัญหา หากท่านยืนยันว่าโครงการนี้มีประโยชน์ก็ทำต่อ แต่ขอให้ยกเลิกโครงการรอบนี้ 1,600 ล้านบาท แล้วเสนอโครงการนี้เข้ามาใหม่ในงบประมาณปกติ หรือจะใช้เงินกองทุนแบบเดิมก็ได้
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตของกรรมาธิการและสาธารณชนที่มองว่าทุจริต คอร์รัปชั่น ล็อกสเป็ก ฮั้วประมูล ท่านต้องเคลียร์สิ่งเหล่านี้ ทำไมท่านถึงเลือกที่จะลุยไฟ ปิดตา มองไม่เห็น ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจ
ด้านปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ก็รับฟังทุกอย่างและดำเนินการอยู่ แล้วงบประมาณก็ไม่ได้บอกว่าทำครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วจะเลิก เราก็นำโครงการนี้เข้ามาขอในงบประมาณปี 70 ด้วย
“การกล่าวหาว่าทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรืออะไรก็ตาม ยืนยันว่าทำตามกระบวนการทุกอย่าง แล้วจะให้ทำอย่างไรอีก อยู่ๆ จะให้เรายกเลิกด้วยเหตุอะไร บริษัทก็จะมาฟ้องกระทรวง จะให้พวกผมทำอย่างไร”
“ท่านต้องเข้าใจบริบทความเป็นราชการด้วย ถามว่าวันนี้ให้ผมบอกยกเลิกด้วยเหตุอะไร เหตุที่ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใส ก็ยังเดินตามขั้นตอนทุกอย่าง แล้วจะให้เราทำอย่างไร” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจง ค่อนข้างมีอารมณ์ ทำให้นายรังสิมันต์ กล่าวว่าตนเข้าใจในความรู้สึกของท่าน แต่เราทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน พวกตนคือฝ่ายตรวจสอบ อยู่ในสภาฯ ก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่