“ปชป.”ปราศรัยใหญ่ทิ้งทวนศึกผู้ว่าฯกทม. อนุชา ลั่นพร้อมเป็นผู้ว่าฯกทม. ด้าน อภิสิทธิ์ แนะเลือกผู้ว่าฯ-สก.ประชาธิปัตย์ เพราะมีพรรคร่วมรับผิดชอบ ข้องใจให้เลือกสก.อิสระ แต่ทำไมมาเป็นทีม
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 26 มิ.ย.2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ทิ้งทวนก่อนวันเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้ ภายใต้ธีม “เมืองฟ้าอมร Talk & Fest: ไปให้สุด หยุดที่เจมส์อนุชา”
มีบรรดาแกนนำพรรคฯ ร่วมเวทีทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคฯ เป็นต้น รวมทั้งนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. ร่วมฟังการปราศรัยด้วย รวมถึงพ่อยก แม่ยก และผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาร่วมรับฟังการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้
โดยจะมีการเปิดเวทีทอล์กก่อน โดย2 อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ทั้งนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.
ขณะที่นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัยว่า พี่น้องชาวกทม.ที่อยากเห็นกรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้ วันที่ 28 มิ.ย.นี้เลือก นายอนุชา และเลือก สก.ของประชาธิปัตย์ทั้งพรรค และตนไม่ได้นอนมา 2 คืน เพราะถูกไอโอถล่มเพจหัวหน้าพรรคฯ เพจนายอนุชา ให้ความรู้สึกว่า ผูู้บัญชาการไอโอส่งไอโอมาผิดพรรค และล่าสุดมีการด่านายวิโจน์ ลักขณาอดิศร จึงอยากฝากถึงผู้บัญชาการไอโอที่ดูอยู่ ช่วยบอกเป้าหมายให้ชัดว่าควรจะเดินทางไปที่ไหน หรืออาจจะโดนน้ำท่วม จึงต้องแวะมาที่นี้
นายจูรี กล่าวต่อว่า วันนี้ตนมาพูดในฐานะที่มาใช้ชีวิตในเมืองกรุง โดยในช่วงที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเจอน้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาของคนต่างจังหวัดที่มาเจอะฝนตกแป๊บเดียวก็น้ำท่วมแล้ว ผ่านมา 17 ปีน้ำก็ยังท่วมกรุงเทพฯอยู่ และตนอยู่กรุงเทพมา 10ปี เสียเวลาในการเดินทางเปล่าๆไป 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 670 ชั่วโมงต่อปี
“อยากฝากพี่น้องชาวใต้ ที่อยู่ในกทม.ว่าวันที่ 28 มิ.ย.ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอให้ตั้งจิตตั้งใจให้แน่ ตื่นเช้ามาถึงเวลากาเบอร์ 5 เจมส์ อนุชา และสก.ทั้ง 50 เขตของประชาธิปัตย์ ไม่ต้องคิดอะไรแล้วเพราะพรรคฯเลือกมาให้แล้ว และขอให้กากาบาทให้ถูกช่อง อย่าไปการูปหัวใจ จะกลายเป็นบัตรเสีย”นายจูรี กล่าว
ส่วนนายอนุชา ปราศรัยถึงความตั้งใจในการลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ และตนพร้อมที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯกทม. แต่เมื่อเข้ามาการเมือง นายอภิรักษ์ก็ให้โอกาสเป็นที่ปรึกษา สมัยนายอภิรักษ์ เป็นผู้ว่าฯกทม.รวมถึงการที่มาเป็นโฆษกรัฐบาล ซึ่งจากประสบการณ์ถือว่าตนมีความพร้อม และสิ่งที่เห็นไม่ใช่การขายฝัน แต่ตนอยู่กับความเป็นจริง ยืนยันว่าสิ่งแรกๆที่จะเข้าไปทำคือการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น และตนพร้อมไม่ใช้เพราะตัวตนเอง พร้อมทั้งในส่วนของพรรคที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ ที่ทำการเมืองสุจิรต
นายอนุชา กล่าวถึงนโยบายต่างๆของตนเองหากได้เข้าไปเป็นผู้ว่าฯกทม.ที่สามารถทำได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย เศรษฐกิจดี และปราศจากการทุจริต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ตนรู้สึกโชคดีที่ได้กลับมาบ้านสีฟ้าหลังนี้ เพราะได้ถูกรายล้อมด้วยคนที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน จึงมั่นใจว่าถ้ามีโอกาสเป็นผู้ว่าฯกทม.และได้สก.50 คน หวังว่าชาวกทม.จะให้โอกาส เพราะตนยังมีพรรคประชาธิปัตย์ และผู้บริหารพรรค ที่จะคอยอยู่เบื้องหลังไม่ให้เดินออกนอกกรอบ และตนขอเข้าไปพิสูจน์ด้วยกระทำ เพื่อให้กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ปราศรัยว่า กรุงเทพฯเป็นได้มากกว่านี้ และไม่ได้อยากให้กรุงเทพฯหน้าเที่ยวมากกว่าหน้าอยู่ เวลาที่ตนว่างตนชอบดูคลิปในยูทูบหรือติ๊กต๊อกที่คนต่างชาตืมาสรรเสริญกรุงเทพฯ คนไทยน่าภูมใจ หลายเรื่องเราอยู่กรุงเทพฯไม่รู้สึกแต่ทำไมคนต่างชาติ คนทั่วโลกเห็นเสน่ห์ของตนของเรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เราจัดการแต่เป็นเสน่ห์ที่เเกิดขึ้นจากคนไทย เช่นอาหาร ที่คนต่างชาติไม่ได้กิน 24 ชั่วโมงเหมือนคนไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้ตำหนิอดีตผู้ว่าฯกทม. ว่าเราจะสัดความก้าวหน้าการบริหารบ้านเมืองอย่างไร อย่างทราฟฟี่ฟองดูว์ ถามว่าดูดีหรือไม่ หลายคนบอกว่าเราควรภาคภูมิใจว่า 4ปี มีคนร้องเรีนเป็นล้านเรื่อง เป็นตัวชีวิตที่ดี แต่ 4 ปีจากนี้ไป ถ้านายอนุชา เป็นผู้ว่าฯกทม. ทราฟฟี่ฟองดูว์ต้องไม่มีคนไปร้องเรียน

“ประชาธิปัตย์คนรักที่เยอะคนชังก็มาก จนมีวาระกรรมว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ขอให้ย้อนดูวันที่นายอภิรักษ์ บริหารกรุงเทพฯ ทำอย่างไร ทำให้รถไฟฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาให้คนฝั่งธนบุรี ซึ่งรัฐบาลขณะนั้น ไม่ให้งบประมาณ แต่ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ ทำรถไฟฟ้าจึงไปถึงฝั่งธนบุรี และถึงเวลาผลักดันให้กรุงเทพฯ มีหอศิลป์ ที่ไม่ใช่ศูนย์การค้า จึงต่อสู้จนทำให้ทุกคนได้หวงแหนหอศิลป์ของกทม.รวมถึงโรงจำกัดขยะปิดแห่งแรกที่หนองแขม ที่ประชาชนกำลังเรียกร้อง หรือรวมถึงโรงพยาบาลบางขุนเทียน ก็เกิดขึ้นจากผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้น”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการทุจริตในกทม.ว่า จากการใช้แอพส่องรัฐเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เห็นแล้วตกใจใครกล้าปฏิเสธว่าปัญหาส่วย ใครกล้าปฏิเสธบ้างว่าการไปขอใบอนุญาติยังต้องเจอกับหลายสิ่งหลายอย่างที่มันไม่ถูกต้อง ใครที่ยังมาเรียกร้องให้ส่งหลักฐาน ก็ไม่ควรมาบริหาร กทม.อีกต่อไป เพราะเดินไปก็เจอแต่เรื่องร้องเรียน เช่นคนต่างด้าวมาสวมสิทธิ์ในการขายในพื้นที่ผ่อนผัน
“ผมพยายามคิดว่า 4 ปีที่ผ่านมา เมืองเราเปลี่ยนแปลงอย่างไร แค่ 1 เดือนที่ลงพื้นที่ พบว่า 1 ชั่วโมงที่เปิดตัวนายอนุชา เจอรถไฟชนรถเมล์ 2วันต่อมาร่วมงาน ไพร์ดพาเหรด ฝนตกน้ำท่วม ถัดมาเกิดวิวาทะกลิ่นขยะที่อ่อนนุช ทั้งนี้นายอนุชามาหาเราก่อนเปิดตัว คิดให้กทม.เป็นฮับของเอไอ แต่สิ่งที่เห็นคือถนนสุขุมวิทมีแต่ร้านกัญชา ต่อจากนั้นได้ลงเรือไฟฟ้าที่กทม.ทอดทิ้ง นอกจากนั้นยังมีหลายคลองในกทม. ที่กทม.ส่งเสริมจะทำให้กทม.เป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่น่าเที่ยว และเป็นได้มากกว่านี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 1 เดือนที่ลงหาเสียง นายอนุชาไม่ได้หาเสียง แต่เตรียมตัวทำงาน สิ่งที่เห็นชัดเจนว่าควรเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว คือ ความไม่โปร่งใสของการบริหารเมือง การมีส่วยขออนุมัติ ขออนุญาต ส่วนคนที่บอกว่าหากมีหลักฐานให้ส่งหลักฐานมา ไม่ควรบริหารกทม.อีกต่อไป ทั้งนี้การเลือกตั้งไม่ได้มีแค่นายอนุชาเท่านั้น แต่มีทีม ส.ก. ผู้บริหารพรรคที่พร้อมทำงานเพื่อคนกทม.
“ไม่ต้องห่วงพวกเราเพราะจะทำงานไม่ว่าอยู่ในสถานะใด ทั้งนี้นักการเมืองที่เป็นสส.กทม.มีเกือบทุกเขต ที่มีใจพร้อมทำงานให้คนกทม. หากนายอนุชาเป็นผู้ว่าฯ พร้อมจะรับเป็นทีมงาน แต่ไม่ต้องเป็นนักการเมือง แต่ทุกเขตมีอดีตประธานสาขา เป็นสมาชิกพรรค แม้สอบตกจาก ส.ก.มาหลายครั้งยังพร้อมทำงานเพื่อคนกทม. อย่างต่อเนื่องหลายปี ผมยืนยันว่าคนเหล่านี้ตั้งใจทำงานเป็นทีม เป็นพรรคที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน เราประกาศเป็นนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบทางเมืองอย่างชัดเจน เพื่อเป็นทางเลือกให้คนกทม. ผมเห็นป้ายที่ตกใจเพราะเขียนว่าเลือก ส.ก.อิสระทั้งทีม ทำให้สงสัยว่าอิสระแบบไหนมีทีม และใครส่ง ซึ่งผมมองว่าอยู่นอกปฐพี เพราะแข็งแกร่งว่าผู้ว่าฯชัชชาติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่านายอนุชามีความพร้อม มีความตั้งใจและนโยบายที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ 5 เรื่องที่อยู่ในนโยบาย คือเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้สิ่งที่คิดว่าเป็นได้มากกว่านี้ ทั้งนี้นายอนุชาที่ตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน แม้คะแนนจะตาม เพราะนายอนุชาตัดสินใจแน่วแน่ว่าคนที่จะกำหนดแพ้ ชนะ คือ ประชาชน ไม่ใช่โพล และสิ่งสำคัญคือ ต้องการทำความตั้งใจ หากชนะ ได้ทำ
แต่วันนี้ที่ภาคภูมิใจ แม้ไม่ชนะ แต่คนชนะอย่างไรก็หนาว เพราะจะถูกกดดันจากนโยบาย วิสัยทัศน์ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ และจะอ้างว่าอยู่นอกเหนืออำนาจผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ ซึ่งนายชัชชาติ จะถูกกดดันจากสิ่งที่ยืนยันว่า การผิดปกติของการบริหารงบประมาณที่โปร่งใสกว่านี้ต้องเกิดขึ้น หากระบอบอากงมีจริง หากชนะระบอบอากงอยู่ต่อไปไม่ได้
“ทำไมต้องให้เขาชนะ เพราะคนที่เปิดประเด็นด้วยข้อมูลจากการตรวจสอบแบบวิทยาศาสตร์ ต้องได้รับการแก้ไขโดยคนที่เปิดข้อมูล คือ นายอนุชา ทั้งนี้ถึงเวลาที่ต้องให้เมืองเดินไปข้างหน้า น่าอยู่ น่าเที่ยว ให้การเมืองสะอาด สุจริต โปร่งใส เป็นความมุ่งมั่นของชาวประชาธิปัตย์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



