สส.กล้าธรรม ซัด งบดีอี ได้เพิ่ม 33% แหกทุกกฎเกณฑ์ สมเป็นกระทรวงของลูกเทพ แนะทำให้โปร่งใส อย่าซํ้ารอย TH-AI passport โวย งบท้องถิ่นถูกหั่น 2.6 หมื่นล้าน จี้ นายกฯ จัดสรรงบกลางเสมอภาค ไม่แบ่งสี
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก
เวลา 10.35 น. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายตั้งข้อสังเกตงบประมาณปี 70 ว่า งบที่มีการเติบโตก้าวกระโดด คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เพิ่มขึ้น 33.6% กระทรวงการคลัง เพิ่มขึ้น 11.6% และมีการเพิ่มการเติบโตกระทรวงสายสังคม ตัดงบจากกระทรวงสายเศรษฐกิจออก
ซึ่งประเทศไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก ทำให้กระทรวงที่ดูแลเม็ดเงินในการชำระหนี้ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง มีงบประมาณแซงกระทรวงที่ดูแลปากท้อง การศึกษา และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
นายภาคภูมิ กล่าวถึงกระทรวงดีอีว่า ปีนี้งบประมาณ 13,625.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 33.6% ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีระบุว่า งบประมาณของแต่ละกระทรวงต้องกระโดดไม่เกินปีละ 20% แต่กระทรวงดีอีมีงบประมาณเพิ่มแบบแหกทุกกฎเกณฑ์ สมเป็นกระทรวงของลูกเทพ
แม้จะเห็นด้วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี แต่อยากให้มีความคุ้มค่า และมีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการ TH-AI Passport พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การที่เพิ่มงบเพราะเห็นว่ากระทรวงมีความสำคัญ หรือมีคนสำคัญมาคุมกระทรวง
นายภาคภูมิ กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงสายสังคมมีงบประมาณเพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ แต่งบประมาณที่ถูกตัดออก มีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม 17% คมนาคม 11% และกระทรวงเกษตรฯ 7.1% หากโดนตัดงบประมาณขนาดนี้ รัฐบาลต้องให้คำตอบว่ากำลังผลิตเศรษฐกิจฐานรากจะเป็นอย่างไร
นายภาคภูมิ ยังกล่าวถึงงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า งบประมาณปีนี้นี้ลดลง 2 พันกว่าล้าน และจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 73 ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโลกเดือดกับฝุ่น PM 2.5 ซึ่งถือว่าย้อนแย้ง
ในส่วนงบประมาณโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งงบไว้เพียง 16 ล้านบาท แบ่งเป็นงบปฏิบัติการบิน 5 ล้านบาท และงบสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ 11 ล้านบาท
เมื่อกระจายไปยังจังหวัดเป้าหมาย 22 จังหวัด จะเหลืองบเฉลี่ยเพียงจังหวัดละประมาณ 500,000 บาทเท่านั้น ซึ่งแทบไม่เพียงพอต่อการจัดซื้ออุปกรณ์ การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ หรือการปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่จริง ทำให้ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่ที่ต้องหาทรัพยากรจากหน่วยงานอื่นมาสนับสนุนการทำงาน
นายภาคภูมิ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการปรับลดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งลดลงจากกว่า 26,000 ล้านบาทในปี 2569 เหลือเพียงประมาณ 4,200 ล้านบาทในปี 2570 หรือลดลงกว่า 83%
โดยมองว่านี่ไม่ใช่เพียงการปรับลดงบประมาณตามปกติ แต่เป็นการรื้อโครงสร้างการกระจายอำนาจด้านงบประมาณ ดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ส่วนกลาง ส่งผลให้หลายจังหวัดสูญเสียโอกาสในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนอย่าง จ.ตาก ที่ได้รับผลกระทบจากการลดงบประมาณอย่างชัดเจน
นายภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า งบประมาณกลุ่มจังหวัดถูกตัด แต่กลางปีนี้เพิ่มขึ้นมาก เราไม่รู้ว่าในอนาคตจังหวัดไหนจะมีเรื่องเดือดร้อน ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถึงเวลาก็ต้องไปง้องบกลาง จึงหวังว่านายกฯ จะจัดสรรงบลงจังหวัดให้มีความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่ว่าอันไหนไม่ใช่จังหวัดฉัน หรือเป็นสีนี้แล้วไม่ให้ ขออย่าได้ทำ และหากมีการวิ่งเต้นของบ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนนอกรัฐบาลมาตัดสินใจหรือไม่