ทวี จี้รัฐผ่าตัดงบด่วน รายได้สวนทางรายจ่าย ต้องกู้โปะ 7.8 แสนล้าน ฉะทุ่มเงินอุ้มข้าราชการ นายทุน ประชาชนแบกหนี้พุ่ง หวั่นเสถียรภาพคลังประเทศระยะยาวเกิดวิกฤต
วันที่ 30 มิ.ย. 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า งบประมาณปี 70 “บัญชีแผ่นดินติดลบ เงินอนาคตถูกจำนอง วิกฤติการคลังซ่อนรูปที่ต้องผ่าตัดด่วนที่สุด”
ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นการจัดงบประมาณที่ “ไม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยมีหน่วยรับงบประมาณมากถึง 3,286 หน่วยงาน
เมื่อดูฟาก “รายได้” รัฐบาลประมาณการว่าจะจัดเก็บรายได้สุทธิได้จำนวน 3.0 ล้านล้านบาท รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาโปะส่วนต่างนี้สูงถึง 788,000 ล้านบาท
รัฐบาลประมาณการรายได้สุทธิ 3.0 ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่มองโลกในแง่ดีเกินความจริง เพราะหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพิ่มมาในรายงานรัฐสภา งบประมาณในปี 2568
จากรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังพบว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายรายได้จัดเก็บไว้ 3.316 ล้านล้านบาทเศษ แต่ในความเป็นจริงเก็บได้ 2.783 ล้านล้านบาท คือพลาดเป้าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไป 1.381 แสนล้านบาท
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เติบโตมาจากกลุ่มเทคโนแครตรู้ดีแก่ใจว่าล้มเหลวในการจัดเก็บภาษีและขยายฐานรายได้ของประเทศ โครงสร้างภาษีแผ่นดินในปัจจุบันถูกตั้งคำถามว่า “อุ้มคนรวย” แต่กับประชาชนคนรากหญ้าที่ต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีน้ำมันสรรพสามิต ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมต้องจ่ายเพื่อแบกรับภาระค่าครองชีพในทุกหยดน้ำมันและทุกมื้ออาหาร
ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่และบริษัทข้ามชาติกลับมีมาตรการลดหย่อนภาษี บอร์ด BOI และสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ที่รัฐประเคนให้ ทำให้ฐานภาษีทางตรงที่ควรเก็บจากกำไรส่วนเกินของนายทุนยังไม่มีการลงมือปฏิรูปอย่างแท้จริง ร่างงบประมาณปี 70 จึงเต็มไปด้วยวิกฤติด้านการคลังและงบประมาณที่ขยายความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงยิ่งขึ้น ขอยกให้เห็น 3 ประเด็นสำคัญ คือ
1. ความเหลื่อมล้ำข้าราชการ 3 ล้านคน VS ประชาชนสูงอายุ 14 ล้านคนเศษ : พบงบบุคลากรที่เป็นข้าราชการรัฐ พนักงาน และลูกจ้างรวมประมาณ 3 ล้านคน ในปีงบประมาณ 2570 ถูกตั้งไว้สูงถึง 1,435,555 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 37.9 ของงบประมาณทั้งประเทศ
แยกเป็นงบประมาณแผนงานบุคลากรภาครัฐโดยตรงสูงถึง 852,671.2 ล้านบาท (ร้อยละ 22.5) และค่าใช้จ่ายบุคลากรที่แยกไปซ่อนไว้ใน “งบกลาง” อีกถึง 572,620 ล้านบาท ซึ่งถูกจ่ายเป็นเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 389,090 ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ 94,200 ล้านบาท และเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ (กบข.) อีก 71,400 ล้านบาท รวมถึงบุคลากรองค์กรส่วนท้องถิ่นจำนวน 10,263.8 ล้านบาท ที่งบประมาณเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า
แต่ในทางตรงกันข้าม ประชาชนผู้สูงอายุที่มีประมาณ 14 ล้านคนเศษทั่วประเทศ รัฐบาลกลับจัดงบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้เพียง 101,540.1 ล้านบาท น้อยกว่างบดูแลระบบราชการมากถึง 14 เท่าเศษ
ประชาชนรากหญ้าที่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในทุกมื้ออาหารกลับต้องเผชิญความยากลำบากในวัยชราด้วยเงินเบี้ยยังชีพอันน้อยนิด ขณะที่งบสวัสดิการข้าราชการส่วนกลางเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง
2. กลลวง “งบผูกพันข้ามปี” สูงถึง 1.76 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 44.3 ของงบทั้งหมด) ล็อกค่างวดให้ผู้ได้รับสัมปทานผูกขาดและนายทุน : หากแยกคิดเฉพาะโครงการตั้งใหม่ปี 70 จำนวน 303,551.0 ล้านบาท รัฐบาลจะเคลมว่างบผูกพันใหม่คิดเป็นเพียงร้อยละ 8.01 เพื่ออ้างว่าไม่เกินกรอบวินัยการคลังร้อยละ 10
แต่ความจริงคือ ถ้ารวมงบผูกพันข้ามปีก่อนปี 2570 ยอดผูกพันรวมทั้งประเทศจะพุ่งสูงถึง 1.76 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 44.3 ของงบประมาณรวมทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี นี่คือการจำนองเงินอนาคตของประเทศเอาเม็ดเงินมหาศาลไปผูกพันล็อกค่างวดให้กับผู้รับเหมาก่อสร้างทางหลวงและเมกะโปรเจกต์ของกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่ตระกูล
ที่น่าตกใจและสะเทือนใจที่สุด งบประมาณปี 2570 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยในภูมิภาคกลับถูกหั่นลงอย่างเหี้ยมโหดถึงร้อยละ 83.7 จนกลุ่มจังหวัดทั้ง 18 กลุ่มไม่ได้รับงบสำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่เลยแม้แต่บาทเดียว คงเหลือแค่เงินทอนงบบริหารสำนักงานรวมกันเพียง 88 ล้านบาท
ปล่อยให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ทั่วประเทศขาดสภาพคล่องและต้องปิดกิจการสะสมเกือบ 30,000 ราย โดยไม่มีการเยียวยา แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะเอาเงินแผ่นดินไปให้โครงการก่อสร้างที่เป็นสัมปทานผูกขาด กับโปรเจกต์ใหญ่และอีเวนต์หรูระดับโลกเบียดบังงบประมาณที่เป็นโอกาสของประชาชน
3. หนี้สาธารณะ “ทำงานหาเงินมาเพื่อจ่ายดอกเบี้ย นายทุนให้กู้ นายแบงก์ใหญ่กินดอกเบี้ยรวยอู้ฟู่ ยอดชำระหนี้ภาครัฐและภาระดอกเบี้ยจ่ายพุ่งสูงถึง 462,470.3 ล้านบาท” (ร้อยละ 12.21 ของงบประมาณรวม) : ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะที่ประชาชน “ทำงานหาเงินมาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้ทุนเงินกู้เป็นเสือนอนกิน” ซ้ำร้ายหนี้คงค้าง 12.68 ล้านล้านบาทนี้ เป็นหนี้ในประเทศถึงร้อยละ 99.26
ซึ่งเป็นการล็อกผลตอบแทนดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวสูงถึงร้อยละ 88.09 ของพอร์ตหนี้ให้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในประเทศ สถาบันการเงินเหล่านี้นำเงินฝากของพี่น้องประชาชนไปปล่อยกู้ให้รัฐบาล โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากประชาชนเพียงร้อยละ 0.25 บาท แต่กลับกินส่วนต่างจากการปล่อยกู้ให้รัฐบาลแบบความเสี่ยงเป็นศูนย์ (หนี้สูญร้อยละ 0) ได้ดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 2.95 บาทต่อปี
ทุนธนาคารเสวยสุขบนกองเงินกองทองยาวนาน 10-30 ปี จากเงินภาษีประชาชน ขณะที่ภาคธุรกิจจริงและประชาชนรายย่อยกลับถูกสถาบันการเงินเข้มงวดและปฏิเสธสินเชื่อจนแห้งตายทางเศรษฐกิจ
งบประมาณปี 70 รวม 3.78 ล้านล้านบาท เมื่อหักงบบุคลากร เงินเดือนข้าราชการ ค่างบผูกพันข้ามปีที่เป็นงานสัมปทานผูกขาด และการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้รวมกันไปแล้วประมาณ 3-3.5 ล้านล้านบาท เราจะเหลือเงินอีกเพียงประมาณ 2-7 แสนล้านบาทเท่านั้นมาเจียดจ่ายพัฒนาประเทศ
นี่คืองบประมาณที่หันหลังให้อนาคต เอาเงินภาษีแผ่นดินไปถมเป็นค่างวดในอดีต จ่ายดอกเบี้ยให้กลุ่มทุนการเงิน และงบเงินเดือนข้าราชการ
การจัดงบประมาณในลักษณะนี้ขัดต่อเจตนารมณ์กฎหมายวินัยการเงินการคลังและหลักนิติธรรม ความเสี่ยงของเศรษฐกิจฐานรากและเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาวที่กำลังวิกฤตหนัก จึงขอฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ตั้งขึ้นได้ร่วมกันพิจารณาโดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางและต้องฝากรัฐบาลและรัฐสภาร่วมกัน “ผ่าตัดด่วนที่สุด” ครับ