สหกรณ์ 5 ภาคบุกสภา จี้หั่นสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ เอื้อทุนใหญ่กินรวบ นมโรงเรียน หวั่นกม.ใหม่ทำน้ำนมดิบถูกทิ้งซ้ำซาก กมธ.รับเรื่อง พร้อมตั้งกรรมาธิการร่วม หากสภาฯ ไม่เห็นด้วยกับร่างดังกล่าว

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ตัวแทนชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยจาก 5 ภาค พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. …. ในประเด็นที่มีการแก้ไขโดยวุฒิสภา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรากหญ้าทั่วประเทศ

ตัวแทนกล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปรับแก้กฎหมายของวุฒิสภา โดยเฉพาะใน มาตรา 7 ที่มีการปรับลดสัดส่วนผู้แทนเกษตรกรจากองค์กรสหกรณ์ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการควบคุมโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือ “มิลค์บอร์ด” (Milk Board)

จากเดิมที่เป็นตัวแทนจาก 5 ภูมิภาคจำนวน 5 คน ปรับลดลงเหลือเพียง 2 คนเท่านั้น ถือเป็นการทำลายกลไกการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรต้นน้ำ และสุ่มเสี่ยงต่อการขัดโยบายรัฐบาลรวมถึงกฎหมายแม่บทที่บัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริมภาคสหกรณ์

นอกจากนี้ เมื่อไปพิจารณาในเนื้อหาภาพรวมกลับพบว่า มีการเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการที่มาจากตัวแทนภาคเอกชนหรือกลุ่มทุนใหญ่ที่แต่งตั้งโดยฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นจำนวนมาก สวนทางกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เคยระบุไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการมิลค์บอร์ดจะต้องเป็นกลาง และไม่ควรมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมนมเข้ามานั่งเป็นกรรมการเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน

ด้าน นายอาทิตย์ ศิลาพันธ์ ผู้แทนของกลุ่มสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นอันตรายคือ มาตรา 5, มาตรา 9 และมาตรา 10 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มีลักษณะการดึงอำนาจและโอนสิทธิ์การบริหารจัดการ “โครงการนมโรงเรียน” จากเดิมที่มีคณะอนุกรรมการแยกส่วนคอยกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ไปให้คณะกรรมการมิลค์บอร์ดชุดใหม่นี้เป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการกำหนดหลักเกณฑ์และจัดสรรสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

หากปล่อยให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านไป การจัดสรรสิทธิ์นมโรงเรียนจะไม่เกิดความเป็นธรรมอย่างแน่นอน เพราะกรรมการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เกษตรกรรากหญ้าจะถูกตัดสิทธิ์ ในอดีต 30 กว่าปีเราทำกันมาไม่มีปัญหา

“แต่ช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ เริ่มเห็นสัญญานอันตราย น้ำนมดิบถูกเททิ้ง เกษตรกรไม่มีที่ขายจนต้องเลิกกิจการ ยิ่งถ้ากลไกบอร์ดนมไม่เป็นกลาง แล้วปล่อยให้มีการนำเข้านมผงเสรีภายใต้ข้อตกลง FTA เกษตรกรไทยจะล้มละลายทันที” นายอาทิตย์ กล่าว

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ร้องเรียนยังตั้งข้อสังเกตว่า ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขของวุฒิสภานี้ จงใจที่จะล้มเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เคยให้ความสำคัญและส่งเสริมเสถียรภาพของภาคสหกรณ์ และรัฐวิสาหกิจอย่างองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ปัจจุบันสหกรณ์ในภาคอีสานและภาคใต้กำลังเผชิญวิกฤตขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เนื่องจากต้องสำรองงบประมาณซื้ออาหารสัตว์ให้สมาชิกในระบบเครดิต แต่น้ำนมดิบกลับขายได้น้อยและราคาต่ำ

ประธานกมธ.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือร้องเรียนว่า ทาง กมธ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้มีการประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณาเรื่องความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมติดต่อกันถึง 2 วาระในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเล็งเห็นว่าเนื้อในของปัญหามีความสลับซับซ้อนอย่างมาก ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการเร่งด่วนแล้ว

สำหรับขั้นตอนทางกฎหมาย พ.ร.บ. โคนมและผลิตภัณฑ์นม ฉบับนี้ กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากทางสภาฯมีมติ ไม่เห็นด้วยกับข้อความที่ทางวุฒิสภา แก้ไขมา โดยเฉพาะการลดสัดส่วนสิทธิ์ของสหกรณ์และการดึงอำนาจนมโรงเรียน ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาเพื่อพิจารณาข้อขัดแย้งใหม่ให้เกิดความยุติธรรม

ประธาน กมธ.เกษตรฯ ยังได้ฝากถึงหน่วยงานราชการและผู้รับผิดชอบในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยมีอยู่เพียงแค่1-2 หมื่นรายเท่านั้น ถ้าปัญหาของคนจำนวนเท่านี้ หน่วยงานรัฐยังไม่มีปัญญาแก้ไขให้สำเร็จ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย

ต่อไปจะไปแก้ปัญหาใหญ่ระดับชาติอย่างเรื่องข้าวที่มีชาวนา 4-5 ล้านครัวเรือน หรือปัญหาอ้อย ยางพารา และมันสำปะหลังได้อย่างไร ดังนั้นเรื่องโคนมจำต้องแก้ให้ได้เพื่อเป็นนิมิตหมายและสร้างความหวังให้แก่เกษตรกรอื่นๆด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน