อ.เชน ยันจำเป็นต้องเพิ่มแพทย์ หลังมีกระแสค้าน ชี้ต่างจังหวัดหมอไม่พอ พร้อมหนุนงบเต็มที่ ลั่นคนไทยต้องได้สิ่งดีที่สุด ชูแผนยกระดับสาธารณสุข จูงใจหมออยู่ในระบบ-คุมคุณภาพ-ดึงเทคโนโลยีลดภาระ

วันที่ 2 ก.ค. 2569 ที่แพทยสภา จัดงานเสวนา “การเปิดคณะแพทย์แห่งใหม่ ทางออกแก้ปัญหาแพทย์ไทยจริงหรือ?” โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมพูดคุยและเปลี่ยนในช่วง “มุมมองและการเตรียมความพร้อมให้ได้มาตรฐานของสถาบันผู้ผลิต”

ร่วมกับ ศ.นพ.สามารถ ภคกษมา รองคณบดีฝ่ายการศึกษา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , ศ.ดร.นพ.ศิริเกษม ศิริลักษณ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก และศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

โดยมี ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา, ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานฝ่ายวิชาการ แพทยสภา และ นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมให้การต้อนรับ

ช่วงหนึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงเรื่องการผลิตแพทย์เพิ่ม ที่มีกลุ่มแพทย์ออกมาคัดค้านการเปิดคณะแพทย์เพิ่มเติม จะทำให้มีหมอล้นตลาดจริงหรือไม่ รวมถึงการยกตัวอย่าง และประเด็นรวมทั้งความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนแพทย์เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษา โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีหมอไม่เพียงพอ

โดยระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นร้อน ที่สืบเนื่องมาจากที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากรอบงบประมาณและทุนสนับสนุนการผลิตแพทย์ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) กำลังจะสิ้นสุดลง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ในเชิงนโยบายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางกรอบการทำงานล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) โดยในที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้สนับสนุน กสพท. ต่อไปอีกเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี โดยพิจารณาจากฐานข้อมูลจริง ทั้งปริมาณแพทย์ที่จะเกษียณอายุในแต่ละปี และจำนวนแพทย์ที่ผลิตขึ้นใหม่

“เมื่อดูในภาพรวมของทั้งประเทศแล้ว ยืนยันว่าการสนับสนุนการผลิตแพทย์เพิ่มยังคงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

เคลียร์ชัดปมเปิดคณะแพทย์ใหม่ ย้ำต้องคุมเข้ม “คุณภาพหลักสูตร” คู่ขนานแพทยสภา

สำหรับข้อกังวลเรื่องการควบคุมคุณภาพเมื่อมีการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้น ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงรายละเอียดว่า กลไกทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของกระทรวงมีขั้นตอนการคัดกรองอย่างเข้มงวด โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและตรวจสอบมาตรฐานของตัวหลักสูตรอย่างเคร่งครัด

จากนั้นจะต้องทำงานร่วมกันและส่งต่อให้ทาง “แพทยสภา” เป็นผู้อนุมัติในขั้นสุดท้าย เพราะหลักสูตรทางทฤษฎีก็เรื่องหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติ (Practice) และการประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้นเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด จึงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากแพทยสภาก่อนจึงจะสามารถเปิดหลักสูตรได้

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการหารือถึงแนวทางการกระจายแพทย์ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโปรแกรมร่วมต่างๆ เช่น โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) หรือ ซีเพิร์ด รวมถึงการนำเสนอไอเดียเกี่ยวกับแนวโน้มการเปิดโรงเรียนแพทย์ในพื้นที่ภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร

โดยมีสมมติฐานทางสถิติระบุว่า หากโรงเรียนแพทย์ตั้งอยู่ในภูมิภาคใด แนวโน้มที่แพทย์จบใหม่จะเลือกทำงานและพำนักเพื่อดูแลประชากรในพื้นที่นั้นๆ ก็จะมีสัดส่วนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเพียงการนำเสนอไอเดียเพื่อแก้ปัญหาการกระจายบุคลากร ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพแต่อย่างใด

ยกระดับสู่ “Wellness Economy” รองรับเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงและภัยคุกคามใหม่

ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฉายภาพใหญ่ของประเทศ โดยระบุว่า จุดเด่นของประเทศไทยที่คนทั่วโลกให้การยอมรับคือเรื่อง “Medical Service” หรือการบริการทางการแพทย์ ดังนั้น การมองเพียงงบประมาณก้อนเดียวที่มาจากภาษีอาจจะทำให้การโฟกัสภาพรวมทำได้ยาก

ภายในเดือนนี้รัฐบาลจึงเตรียมขับเคลื่อนคณะกรรมการด้าน “Wellness Economy” หรือเศรษฐกิจเวลเนส เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยหมุดหมายและเป็นศูนย์กลาง (Hub) แห่งวิทยาการทางการแพทย์และการสาธารณสุขของโลก

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า การเป็น Hub ดังกล่าว จะขับเคลื่อนให้เกิดความต้องการ (Demand) ในวิทยาการแพทย์ยุคใหม่ ทั้งเทคนิคการผ่าตัดขั้นสูง (Surgery Techniques), การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ (AI Medical Data), ยาเทคนิคใหม่ๆ, ตลอดจนการวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) และ Clinical Trial ภายใต้หลักจริยธรรม (Ethics) ที่เข้มงวด

นอกจากนี้ อว. ยังสนับสนุนการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์เพื่อผลิตเครื่องมือแพทย์ประเภท Wearable Sensor, การบูรณาการข้อมูลพันธุศาสตร์ (Genomics) ทั้ง Genotype และ Phenotype, การส่งเสริมการแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรเพื่อทดแทนการนำเข้ายา

รวมถึงการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Age Society) ด้วยเทคโนโลยีการสร้างอวัยวะเทียม (Artificial Organs) ตั้งแต่สมอง หัวใจ ระบบปอดและหัวใจเทียม (Heart-Lung), หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robot Surgery) และการรักษาด้วยเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy)

แพทยสภาสะท้อนวิกฤต “งบประมาณผลิตแพทย์เฉพาะทาง” แบกเองมานาน 50 ปี

ขณะที่เวทีเสวนาเข้มข้นขึ้นในช่วงการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ได้ลุกขึ้นกล่าวสะท้อนปัญหา โดยระบุว่า แพทยสภาและโรงเรียนแพทย์ไทยได้เริ่มจัดการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางหลังปริญญา (Postgraduate Training) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514

“ที่ผ่านมากลุ่มแพทย์และราชวิทยาลัยต่างๆ ดำเนินการด้วยความตั้งใจและเสียสละอย่างยิ่ง โดยใช้เงินทุนของราชวิทยาลัยและเงินส่วนตัวของผู้เข้าอบรมเองมาโดยตลอด โดยที่ภาครัฐไม่เคยมีงบประมาณแผ่นดินลงมาสนับสนุนในส่วนนี้เลย พวกเราเป็นเด็กดีมากเลยค่ะ เขาบอกให้ทำ เราก็ทำ แพทยสภาก็ทำ โดยไม่มีงบประมาณเลยนะคะ จนกระทั่งทุกวันนี้”

“อยากจะเรียนฝากท่านในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. ว่าจะช่วยอนุเคราะห์งบประมาณแผ่นดินให้แก่ราชวิทยาลัยต่างๆ ได้อย่างไร เพราะขณะนี้ในกฎหมายแพทยสภาฉบับใหม่ มาตรา 9 ระบุไว้ว่า เราสามารถรับงบประมาณแผ่นดินได้แล้ว จึงขอความกรุณาท่านช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย” ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวฝากประเด็นถึงรัฐบาล

อว. กางแผนยุทธศาสตร์ ยึดหลัก “Excellence Hub” คนไทยต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด

หลังจากรับฟังข้อเสนอ ศ.ดร.ยศชนัน ได้ขึ้นชี้แจงบนเวที ยืนยันว่าแนวทางการทำงานของกระทรวง อว. จะมองภาพรวมทั้งระบบ (Landscape) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงระบบการฝึกอบรม (Training) ทั้งหมด โดยรัฐมนตรี อว. ได้ให้ความสำคัญกับคำว่า “Excellence Hub” หรือศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศเป็นตัวตั้ง

“ประเทศไทยและคนไทย ไม่ควรจะได้ของที่ราคาถูก แต่คุณภาพไม่ดี เราต้องทำให้คนไทยได้สิ่งที่มีคุณภาพดีที่สุด ตรงนี้จะเป็นตัวตั้งครับ”

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุต่อว่า หากเรามีเป้าหมายที่ความเป็นเลิศ หากสาขาวิชาไหน (Discipline) ประเทศไทยยังขาดแคลนในปัจจุบัน รัฐบาลก็พร้อมจะใช้กลไก “การทูตทางการแพทย์” (Medical Diplomacy) เข้ามาช่วย

“หรือในกรณีที่ต้องมีการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์จำนวนมากจากต่างประเทศ ก็จะใช้แนวทางเจรจาต่อรอง (Trade-off) หรือแลกเปลี่ยนกับผลิตภัณฑ์อื่นนอกเหนือจากการแพทย์ เพื่อดึงเทคโนโลยีและงานวิจัยที่ดีที่สุดเข้ามาในประเทศ การวางแผนแม่บท (Master Plan)”

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า เช่นนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ (Inspire) ให้ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งตนพร้อมผลักดันด้านงบประมาณอย่างเต็มที่ เพราะหากเอางบประมาณที่มีจำกัดในปัจจุบันเป็นตัวตั้ง เราจะไม่กล้าคิดส่งเสริมสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ประชาชน

ประธานวิชาการจี้ถาม “จะหาอาจารย์แพทย์มาจากไหน?” ต้องใช้เวลาบ่มเพาะกว่า 10 ปี

ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานฝ่ายวิชาการ แพทยสภา แสดงความกังวลว่า กระแสสังคมและนโยบายที่พยายามจะเร่งผลิตแพทย์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน โดยการเปลี่ยนโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขให้กลายสภาพเป็นโรงเรียนแพทย์นั้น อาจจะเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลอย่างรุนแรง เนื่องจากบริบทและศักยภาพของโรงพยาบาลทั่วไปกับโรงเรียนแพทย์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กางตัวเลขกรอบเวลาการบ่มเพาะบุคลากรทางการแพทย์ให้เห็นอย่างละเอียดว่า การเรียนแพทย์ทั่วไป (GP) ใช้เวลา 6 ปี แต่การจะก้าวขึ้นมาเป็น “อาจารย์แพทย์” หรือแพทย์เฉพาะทางได้นั้น ต้องใช้เวลาเรียนต่อยอดเพิ่มอีกอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อทำวิจัยและฝึกทักษะ

“หากต้องการเป็นแพทย์เฉพาะทางขั้นสูง (Subspecialty) ซึ่งเป็นที่ต้องการของสังคมไทยในปัจจุบัน ก็ต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีก 5-6 ปี รวมแล้วต้องใช้เวลาร่วม 10 กว่าปี จึงจะได้แพทย์ที่มีความพร้อมและเชี่ยวชาญตรงตามที่ประชาชนต้องการ”

“คำถามคือ ภายใต้หลักสูตรแบบนี้ หากส่งเรื่องมาให้แพทยสภาตรวจแล้วพบว่าไม่มีความพร้อม เราสามารถที่จะเบรกหรือระงับไว้ก่อนได้ไหม”

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวอีกว่า คำถามที่สองคือ แทนที่เราจะเอางบประมาณก้อนใหญ่นี้ไปเร่งเปิดคณะแพทย์ใหม่ จะดีกว่าไหมถ้าเรานำงบประมาณนี้มาสร้างแรงจูงใจ (Incentive) เพื่อดึงรั้งหมอที่จบแล้วให้อยู่ในระบบต่อไป หรือเบรกไม่ให้หมอหลั่งไหลออกจากระบบราชการ เพราะการผลิตหมอใหม่ให้ได้คุณภาพจริงมันต้องใช้เวลานานนับสิบปี

ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวตอบคำถามของ ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ว่า “เรื่องเปิดคณะแพทย์ คือผมไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องนี้นะครับ แต่นโยบายของกระทรวงคือการทำงานในลักษณะ “ขนานกันไป” (Parallel) และไม่มีนโยบายแบบสำเร็จรูปก้อนเดียว (No One-Size-Fits-All)”

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า เห็นด้วยกับข้อสังเกตเรื่องการสร้างแรงจูงใจเพื่อรักษาบุคลากรในระบบ ยืนยันว่าแพทยสภายังคงมีอำนาจเต็มตามกฎหมาย หากมีสถาบันใดส่งหลักสูตรเข้ามาขออนุมัติเปิดการเรียนการสอน แต่ตรวจประเมินแล้วพบว่า “ไม่มีความพร้อม” ทั้งในแง่อาจารย์แพทย์หรือโรงพยาบาลหลักรับส่งต่อ ทางแพทยสภาก็สามารถใช้อำนาจระงับหรือเบรกหลักสูตรนั้นได้ตั้งแต่ต้นทางทันที

นอกจากนี้ รัฐมนตรี อว. มองว่า แพทยสภาควรทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ในการเซ็ตมาตรฐานหลักสูตรร่วมกันให้ชัดเจน ทั้งสำหรับคณะแพทย์ของรัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจตรงกันและลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร พร้อมเน้นย้ำว่า คุณภาพและจริยธรรมของแพทย์ เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไม่สามารถมาเร่งสอนตอนอยู่มหาวิทยาลัยได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน