ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตรักษาการ ผอ.อคส. กับพวก ทุจริตโครงการจัดซื้อทุเรียนหมอนทอง 25.7 ล้านบาท พบ 4 บริษัท ฮั้วเสนอราคา ได้ของจากรัฐแล้วไม่จ่ายเงิน
วันที่ 2 ก.ค. 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า กับพวก
กรณีดำเนินโครงการจัดซื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ส่งออกต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2563 โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ก. เป็นเหตุให้องค์การคลังสินค้าได้รับความเสียหาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 สำนักการขายและจัดจำหน่าย องค์การคลังสินค้า ซึ่งเดิมมีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด ได้เพิ่มหน้าที่รับผิดชอบให้รวมถึง “การจัดซื้อสินค้ากรณีที่มีลูกค้ารองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว”
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 องค์การคลังสินค้าได้รับหนังสือของบริษัท ก. ขอให้รับซื้อทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนใต้เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับบริษัทของตน เนื่องจากต้องการส่งออกทุเรียนไปยังคู่ค้าในประเทศจีน
จากนั้น พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ได้ลงนามในหนังสือเชิญชวนเสนอราคา พร้อมเอกสารคุณลักษณะของทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จำนวน 250 ตัน ส่งไปยังผู้มีอาชีพ จำนวน 3 ราย
ได้แก่ บริษัท ข. โดยนางสาววิไลพร กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 100 บาท, บริษัท ค. โดยนางสาวบุษราคัม กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 105 บาท และบริษัท ง. โดยนางสาวอินทิรา กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทเสนอราคากิโลกรัมละ 110 บาท
ตามที่นายเกียรติขจร แซ่ไต่ หัวหน้างานตลาดดิจิตอล รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการขายและจัดจำหน่าย เสนอ
ทั้งที่โครงการดังกล่าวไม่อยู่ในแผนปฏิบัติการประจำปี 2563 หรือขออนุมัติดำเนินโครงการระหว่างปี 2563 (ฉบับปรับปรุง) และไม่มีการกำหนดแผนการจัดซื้อ ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การ ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผย และไม่จัดทำรายงานเหตุผลและความจำเป็น ตามระเบียบองค์การคลังสินค้าว่าด้วยการจัดซื้อสินค้าเพื่อการค้าปกติ พ.ศ. 2561 แต่อย่างใด
ปรากฏว่า พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ อนุมัติให้จัดซื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากบริษัท ข. เนื่องจากเสนอราคาต่ำสุด คือกิโลกรัมละ 100 บาท พร้อมทั้งอนุมัติร่างสัญญาซื้อขายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ตามที่นายเกียรติขจร แซ่ไต่ เสนอ
โดยบริษัท ข. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย ลงวันที่ 1 กันยายน 2563 และดำเนินการส่งมอบทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จำนวน 250,000 กิโลกรัม ให้แก่องค์การคลังสินค้าครบถ้วนตามสัญญา
จากนั้นนายเกียรติขจร แซ่ไต่ หัวหน้างานตลาดดิจิตอล รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการขายและจัดจำหน่าย ได้มีบันทึกเสนอขออนุมัติจำหน่ายทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้กับบริษัท ก. ในราคากิโลกรัมละ 103 บาท และยกร่างสัญญาซื้อขายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง
โดยปรับแก้จากสัญญาซื้อขายข้าวสารที่ผ่านการตรวจร่างจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ให้แตกต่างไปจากสัญญาซื้อขายข้าวสารดังกล่าว โดยไม่ส่งร่างสัญญาไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจ แต่พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ได้ลงนามอนุมัติตามเสนอ จากนั้นบริษัท ก. ได้มีใบสั่งซื้อทุเรียนจำนวน 250,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 103 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,750,000 บาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 บริษัท ก. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายทุเรียนพันธุ์หมอนทองกับองค์การคลังสินค้า โดยไม่ได้นำเงินสด หรือแคชเชียร์เช็ค หรือหนังสือค้ำประกันธนาคาร หรือทรัพย์สิน มาวางเป็นหลักประกันตามสัญญา ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ข้อ 6
แต่องค์การคลังสินค้าก็ยังส่งมอบทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้บริษัทดังกล่าว จำนวน 250,000 กิโลกรัม ครบถ้วนตามสัญญา และไม่ปรากฏว่าบริษัท ก. ได้ชำระเงินค่าทุเรียนแต่อย่างใด องค์การคลังสินค้าจึงมีหนังสือแจ้งให้บริษัท ก. ชำระหนี้ จำนวน 3 ครั้ง แต่บริษัทก็ยังมิได้ชำระหนี้
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 องค์การคลังสินค้าได้ยื่นฟ้องบริษัท ก. ต่อศาล ให้ชำระเงินค่าทุเรียนพันธุ์หมอนทอง พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด จำนวน 27,351,438.35 บาท ต่อมาองค์การคลังสินค้าและบริษัท ก. ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 บริษัท ก. ได้นำเงินมาชำระจำนวน 7,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2566 ได้ชำระหนี้ให้องค์การคลังสินค้า จำนวน 3,000,000 บาท รวมทั้งสิ้น 10,000,000 บาท คงเหลือหนี้เงินต้น ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 จำนวน 19,128,621.61 บาท ดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5% ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นปัจจุบัน อยู่ระหว่างการบังคับคดี
ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางจันทิพย์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ก. เป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัท ข. ด้วย ขณะที่ นางสาววิไลพร ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ก. และมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ข. แท้จริงแล้วเป็นเพียงลูกจ้างของนางจันทิพย์ เท่านั้น
สำหรับบริษัท ค. โดยนางสาวบุษราคัม กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ปรากฏว่านางสาวบุษราคัม เป็นบุตรสาวของน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางจันทิพย์
ส่วนบริษัท ง. โดยนางสาวอินทิรา กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ปรากฏว่ายินยอมลงนามในใบเสนอราคาแล้วมอบให้กับนางจันทิพย์ เพื่อนำเอกสารมาใช้ในการเสนอราคา
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้ 1.การกระทำของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ มีมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานองค์การคลังสินค้า (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2516 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 61 พ.ศ. 2560
2.การกระทำของนายเกียรติขจร แซ่ไต่ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงาน ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานองค์การคลังสินค้า (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2516 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 61 พ.ศ. 2560
3.การกระทำของบริษัท ก., นางจันทิพย์, บริษัท ข., นางสาววิไลพร, บริษัท ค., นางสาวบุษราคัม, บริษัท ง. และนางสาวอินทิรา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงานตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดฐานตกลงร่วมกันในการเสนอราคา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวน การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91(1) (2) และมาตรา 98 ต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งองค์การคลังสินค้า ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2561 มาตรา 82 วรรคสอง