“จุติ” ลั่น ลุยรื้อ กฎหมายเก่าปี 2485 อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน เพิ่มโทษหนัก-ติดคุกจริง-บีบหน่วยงาน ต้องออกกฎระเบียบให้เสร็จภายใน 120 วัน ก่อนเข้าร่วม OECD กลางปี70
5 ก.ค. 69 – นายจุติ ไกรฤกษ์ สส. พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าคดี Forex ว่า
กมธ.การเงินฯ เปิดให้ผู้ร้องเรียนเข้าชี้แจง ต่อ กมธ.ฯ โดยตรง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หลังจากที่ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะมาชี้แจง โดยพบช่องว่างทางกฎหมาย ที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนให้มาลงทุน
ทั้งที่ ธปท. ยืนยันว่า ไม่เคยออกใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจซื้อขาย Forex ในประเทศไทย แก่บุคคลทั่วไป ยกเว้นเพียงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ ตำรวจ ดีเอสไอ และ ปปง. จะติดตามยึดทรัพย์คืน
นายจุติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลและเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของประเทศไทยคือ เรื่องบทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย โดยพบว่า กฎหมายที่ควบคุมเรื่อง Forex ในปัจจุบันเป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485 มีโทษปรับเพียง 2,500 บาท และมีโทษจำคุกแค่ 2 ปี ทำให้ผู้กระทำผิด ไม่เกรงกลัว ยอมเสียค่าปรับ และคาดหวังว่า จะได้รับการรอลงอาญาเท่านั้น
ขณะเดียวกัน กฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ก็มีอัตราโทษจำคุกเพียง 1 ปี ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ทั้งที่เป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
“นี่คือจุดอ่อนของประเทศไทย ว่ากฎหมายดี แต่คนบังคับใช้กฎหมายยังมีความบกพร่อง พฤติกรรมของโจรยังหลีกเลี่ยงการสอบสวนจับกลุ่มของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ ต่อไปนี้เราต้องทำให้เห็นว่าคนทำผิดต้องติดคุกจริง
รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามสแกมเมอร์ ขจัดขบวนการฟอกเงิน และส่งสัญญาณที่รุนแรงไปยังนักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นเมืองหลวงของธุรกิจสีเทาอีกต่อไป ตลาดทุนไทยต้องโปร่งใสและปลอดภัย” นายจุติ กล่าว
ประธาน กมธ.การเงินฯ กล่าวอีกว่า เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการฯ จะไม่รอขั้นตอนปกติ โดย สส. จะเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรด้วยตัวเอง หลังจาก ธปท. ให้ข้อมูลและสรุปจุดอ่อนของกฎหมายปี 2485 มาให้เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ขอความร่วมมือ ผู้ปฏิบัติงาน ให้ลดระยะเวลาการออกกฎระเบียบรองรับ จากเดิม 240 วัน ให้ลดเหลือเพียง 120 วัน
เพราะไทย กำลังจะถูกประเมินด้านการปราบปรามการฟอกเงิน ในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการออกกฎหมายใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมไม่สุจริต ก่อนเข้าร่วม การประชุมคณะมนตรีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD)