วุฒิสภา เห็นชอบ พ.ร.บ.โอนงบฯ 1.03 หมื่นล้านบาท ภราดร แจง จะใช้เงินให้โปร่งใส-ตรวจสอบได้ ไม่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล-พรรคการเมือง-พวกพ้อง
วันที่ 6 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…. วงเงิน 1.03 หมื่นล้านบาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว
ต่อมาเวลา 11.30 น. นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงหลังจากเปิดให้สว.อภิปรายว่า การออกพ.ร.บ.โอนงบฯ ครั้งนี้ รัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีสถานการณ์สงครามที่ตะวันออกกลางก่อนมีรัฐบาลใหม่ จากนั้นสิ่งที่ตามมาคือปัญหาเรื่องพลังงาน
โดยประเทศไทย พลังงานส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และไม่สามารถผลิตน้ำมันเองได้ ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลรักษาการขณะนั้นได้ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน และใช้เงินกองทุนน้ำมันทำให้กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
รัฐบาลเห็นแล้วว่า ด้วยสถานการณ์ที่มีปัญหา รัฐบาลไม่สามารถใช้กองทุนอุ้มได้ต่อไป จึงต้องลอยตัวน้ำมัน ทำให้ราคาสินค้าในท้องตลาดราคาสูงขึ้นตามต้นทุน คือวิกฤตที่เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลนี้กำลังเข้ามารับหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ
นายภราดร กล่าวต่อว่า การเขียนและออกนโยบาย รัฐบาลเราได้บรรจุความสำคัญของการโอนงบประมาณ เพราะรู้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเงินที่มีอยู่ในมือ ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางได้ จึงต้องหาแหล่งเงินมาเติมในส่วนของรัฐบาล เพื่อดูแลประชาชน
รัฐบาลคาดไว้ตอนต้นว่าจะได้เงิน 8 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท หากได้ตอนนั้นก็เพียงพอที่จะเยียวยาประชาชน ควบรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ในกระเป๋า ซึ่งมีอยู่ 2 หมื่นกว่าล้านบาท รวมแล้วน่าจะมีเงินเยียวยาประชาชนเกือบ 1.5 แสนล้านบาท น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราไม่สามารถออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณได้ทันที ในเดือนเม.ย. ติดเรื่องข้อกฎหมายที่ไม่สามารถโอนได้ทันที จึงจำเป็นต้องขยับเวลาออกมา
นายภราดร กล่าวด้วยว่า ดังนั้นตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. จนถึงวันที่ 2 มิ.ย. เวลาเดือนกว่าๆ หน่วยงานราชการที่เขารู้ว่า รัฐบาลนี้กำลังโอนงบฯกลับเข้ามาเพื่อเยียวยาประชาชน สิ่งที่หน่วยงานราชการทำ ก็เข้าใจ ไม่มีใครอยากถูกตัดลด หรือโอนงบฯกลับมา ให้กับรัฐบาลกลางในการบริหารจัดการแบบอื่น จึงเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ
ตัวเลขการเบิกจ่ายไตรมาส 2-3 สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 6-7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2-3 เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นสัญญาณที่บอกว่า ไม่มีหน่วยงานราชการไหนที่อยากโอนเงินคืนให้กับรัฐบาล จึงเร่งรัดใช้ และเป็นเหตุผลว่าจากการคาดการณ์เดิม ทำให้ลดลงเหลือเพียง 1.03 หมื่นล้านบาท
นายภราดร กล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์การโอนว่า จะดึงรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน รายจ่ายการลงทุนเป็นรายจ่ายปีเดียว รายการผูกพันข้ามปี รายการงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาว่าชะลอการดำเนินการได้
รายการของหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์กรมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและหมุนเวียน เชื่อว่าโครงการที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ จึงเป็นเกณฑ์ที่เรานำมากำหนดในการพิจารณาเรื่องนี้
นายภราดร กล่าวด้วยว่า ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่มีการดึงงบฯกลับมา ส่วนโครงการข้ามปีก็จะอยู่ที่กระทรวงคมนาคม และกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยโครงการยังอยู่ ไม่ได้หายไป ดึงกลับมาเพียงแค่บางส่วน จากเดิมตั้งงบประมาณไว้ 20% ก็ดึงกลับมาให้เหลือ 10%-15%
คำถามที่ว่า หากดึงกลับมาแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ งบที่เราดึงออกมา จะใส่ไว้ในงบกลาง ในหมวดจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ด้วยสถานการณ์สงครามเราไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ เราได้ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปแล้ว
หลังจากนี้เราไม่แน่ใจในสถานการณ์ภายในประเทศ ทั้งสงครามจากเพื่อนบ้านด้วย ภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี อย่างอุทกภัย โดยประเมินว่าอาจไม่มีผลกระทบจากน้ำท่วม แต่อาจเกิดฝนตก และฝนทิ้งช่วงได้
ส่วนจะมีปัญหาในการนำเงินงบฯ ไปแก้ปัญหาเร่งด่วนนั้น ก็เป็นการเตรียมการ นำเงินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาเตรียมไว้ตรงงบกลาง เพื่อหากเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาล จะช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที และหากถามว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นคนทำงบฯปี 2569
นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนที่พูดถึงแผนการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ตนมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.โอนงบฯ ซึ่งเราได้มีการเตรียมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน สทนช. และนายกฯก็ห่วงใย และได้เตรียมการกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ปัญหาหลักใหญ่ คือการแจ้งเตือนประชาชน การอพยพ เราปฏิเสธภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นบทเรียนของรัฐบาล ท้องถิ่น และประชาชนคือการเตรียมความพร้อม เมื่อมีภัยมา ใครต้องทำอะไร อย่างไร เชื่อว่าหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทเรียน และเตรียมการอพยพให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปีที่ผ่านมา
“ในฐานะตัวแทนรัฐบาลขอบคุณทุกข้อสังเกต ทุกข้อห่วงใย ที่ฝากถึงรัฐบาล และหากลงมติเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้ ตามที่สภาฯเสนอมา เราจะพยายามใช้เงินงบฯของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ที่สำคัญจะทำให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญเราจะไม่ใช้เงินงบฯไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล ของพรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง” นายภราดร กล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ โดยเห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป