ชื่นมื่น “นายกฯ ไทย–มาเลเซีย” เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่–บูกิตกายูฮิตัม เปิดประตูเศรษฐกิจชายแดน เชื่อมการค้า การลงทุน สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน 2 ประเทศ
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 10 ก.ค. 2569 ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ อ.สะเดา จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมกับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม อย่างเป็นทางการ
ทันทีที่ นายกฯ เดินทางมาถึงที่ด่านสะเดา ได้เดินข้ามมายังด่านบูกิตกายูฮิตัม เพื่อเปิดแผ่นจารึก โดยมีนายอันวาร์ และภริยา ให้การต้อนรับ เมื่อนายกฯ ทั้งสองเจอกันได้สวมกอด และจับมือทักทายกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพิธีเปิด นายกฯ ของทั้งสองประเทศ ได้เดินผ่านประตูด่านศุลกากรทั้งสองฝั่ง พร้อมเดินมาจับมือกัน ณ จุดกึ่งกลางของด่าน เพื่อแสดงถึงมิตรภาพ และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและมาเลเซีย ก่อนที่นายกฯ มาเลเซียจะเชิญนายกฯ เดินทางไปยังฝั่งมาเลเซีย
จากนั้น นายกฯ มาเลเซีย เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกฯ และคณะ โดยมีเมนูอาหารหลัก คือ ข้าวบาสมาตี แกงเนื้อวัวต้นกล้วยแบบดั้งเดิม ไก่อบซัมบัลแปร์ซิก ปลาหมึกผัดพริก ปลากระพงแดงเสิร์ฟพร้อมซอสเปรี้ยวหวาน สลัดผักรวมแบบดั้งเดิมท้องถิ่น ของหวานเป็นทุเรียนเซนดอล ของหวานสไตล์มาเลเซีย
ทั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–มาเลเซียในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
สำหรับถนนเชื่อมต่อสายนี้จะเปิดให้ประชาชน และผู้ประกอบการใช้สัญจร และขนส่งสินค้า ได้ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค.เป็นต้นไป หลังจากทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดันโครงการต่อเนื่องหลายปี จนสามารถเชื่อมด่านศุลกากรของทั้งสองฝ่ายเข้าหากันได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้ นายกฯ ได้กล่าวขอบนายกฯ มาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกๆ ด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย-ภาคเหนือของมาเลเซีย เป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

นายกฯ กล่าวต่อว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อถนนเชื่อมต่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ จะช่วยลดความแออัดบริเวณด่าน ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการในจังหวัดชายแดนก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกขึ้น
นายกฯ กล่าวว่า จากการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกฯ มาเลเซียเมื่อวานนี้ (9 ก.ค.) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่สงขลา–เคดาห์ สตูล–เปอร์ลิส และนราธิวาส–กลันตัน ควบคู่กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ
“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้สองประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในระยะยาว” นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซียตั้งเป้าร่วมกันให้ขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะหัวใจของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่าง 2 ประเทศ
สำหรับด่านสะเดา ตั้งอยู่ที่ ต.สำนักขาม อ.สะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่โครงการกว่า 596 ไร่ มีการจัดช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า หรือ Cargo Terminal รองรับรถบรรทุกเข้า-ออกขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบ X-ray แบบ Fast Scan 2 เครื่อง และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า