สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ให้แนวทางการทำงานต่อ กมธ.ศาสนาฯ ในโอกาสเข้ากราบถวายสักการะ ย้ำห่วงอนาคตพระพุทธศาสนา ชี้ปมที่ดินวัด-เงินพระ-โรงเรียนปริยัติฯ ต้องยึดธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง
เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2569 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประธานคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เมตตาให้คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ. พร้อมด้วยคณะ เข้าถวายสักการะเนื่องในโอกาสได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมาธิการฯ ชุดที่ 27 ซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2569
นางธิวัลรัตน์ ได้รายงานกรอบการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายสำคัญด้านพระพุทธศาสนา 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ร่างพ.ร.บ.สภาส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ร่างพ.ร.บ.ธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย และร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน
นอกจากนี้ กมธ. ยังเตรียมติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ดินของวัดและที่พักสงฆ์ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายปี ทั้งกรณีที่ดินวัดทับซ้อนกับที่ดินสาธารณประโยชน์ การขอออกโฉนดที่ดินของวัด การพิสูจน์สิทธิการครอบครองในที่ดินของรัฐ ตลอดจนการขอใช้ที่ดินราชการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าไม้ ส.ป.ก. ราชพัสดุ และอุทยานแห่งชาติ โดยเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ประธานกมธ.ระบุว่า จะติดตามแก้ไขปัญหาเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม การสนับสนุนการสร้างศาสนทายาท การยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา ปัญหาการค้างจ่ายเงินนิตยภัตของพระสังฆาธิการ รวมถึงการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัด การจัดการเงินบริจาค และการจัดประโยชน์ของวัดให้เกิดความโปร่งใส
ด้าน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้ให้โอวาทและข้อเสนอแนะต่อกมธ. โดยเน้นย้ำว่า “ขอให้ทุกท่านคิดดี พูดดี ทำดี ถ้าทุกคนคิดดี ทำดี ทุกอย่างก็จะไม่มีปัญหา” พร้อมย้ำว่า ปัญหาที่ดินของวัดต้องยึดถือทั้งหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองเป็นสำคัญ การใช้พื้นที่ของวัดต้องมีความเหมาะสม “อย่าอยากได้มาก” และหากวัดใดอยู่มาก่อนก็ควรมีการพิสูจน์สิทธิอย่างเป็นธรรม
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ยังแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยเฉพาะจำนวนพระภิกษุและสามเณรที่เข้าเรียนน้อยลง รวมทั้งปัญหาการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส ซึ่งอาจนำไปสู่การทุจริตได้ในอนาคต การกำหนดเงินเดือนให้พระภิกษุเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและผิดหลักพระธรรมวินัย เพราะจะทำให้พระกลายเป็นเสมือน “ลูกจ้างของรัฐ”

โดยเสนอว่า เงินสนับสนุนครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมควรอยู่ในรูปของเงินอุดหนุนตามการจัดการเรียนการสอนจะมีความเหมาะสมมากกว่า ส่วนปัญหาเงินนิตยภัตของพระสังฆาธิการนั้น ควรกำหนดหลักเกณฑ์และกรอบอัตราให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อภาระงบประมาณของแผ่นดินในระยะยาว
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ยังย้ำด้วยว่า การพัฒนาวัดต้องดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน เนื่องจากวัดเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย “วัดเกิดก่อนชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม” อีกทั้งวัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางจิตใจ การศึกษา และกิจกรรมของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย
ทั้งนี้ กมธ.ศาสนาฯ ได้น้อมรับโอวาทและข้อเสนอแนะทั้งหมด เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านพระพุทธศาสนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำไปสู่ความมั่นคงและความเจริญของพระพุทธศาสนาในอนาคต