กมธ.ทหาร หนุน ทร. จัดหาเรือฟริเกต 4 ลำ พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือในไทย กระตุ้นการจ้างงาน กองทัพเรือ ยัน TOR รัดกุม คัดเลือกโปร่งใส
เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 ที่อาคารราชนาวิกสภา กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาเรื่อง “ยุทธศาสตร์งบประมาณความมั่นคงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือและการพึ่งพาตนเองของประเทศ”
โดยมีผู้แทนกองทัพเรือ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือและการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ
นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ รองประธานกมธ.การทหาร กล่าวว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณด้านความมั่นคง การสัมมนาครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักวิชาการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้าน
ด้าน พล.ร.ต.ศราวุธ ชิยางคบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือมีบทบาทด้านยุทโธปกรณ์ใน 3 มิติ ได้แก่ การจัดหา การใช้งาน และการซ่อมบำรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ยืนยันว่าโครงการจัดหาเรือฟริเกตกำหนดขอบเขตการจัดซื้อ (TOR) อย่างรัดกุม ครอบคลุมถึงข้อเสนอการชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว
พล.ร.ต.ศราวุธ กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของโครงการ คือ การจัดหาเรือฟริเกตไม่ใช่เพียงการจัดซื้ออาวุธ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมและการพึ่งพาตนเองของประเทศ
โดยกำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องนำเสนอแผน Offset Policy ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การลงทุนในประเทศไทย การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรไทย การร่วมผลิตกับภาคอุตสาหกรรมไทย และการให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ
ทั้งนี้ ผู้ชนะการจัดหาจะต้องดำเนินกิจกรรมชดเชยทางเศรษฐกิจในมูลค่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 หรือประมาณ 2,550 ล้านบาท ของวงเงินโครงการเรือฟริเกตลำแรกมูลค่า 17,000 ล้านบาท พร้อมมีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด
พล.ร.ต.ศราวุธ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวใช้ระบบประเมินข้อเสนอที่อ้างอิงมาตรฐานสากล ซึ่งผู้ผลิตจากทุกประเทศสามารถยอมรับได้ และอาจเป็นต้นแบบของการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐในอนาคต โดยเชื่อว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ขณะที่เป้าหมายสำคัญ คือ การผลักดันให้กองทัพเรือมีเรือฟริเกตครบ 4 ลำ ตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในสมุดปกขาวด้านความมั่นคง

ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ปรึกษาประจำ กมธ.การทหาร สนับสนุนแนวคิดการจัดหาเรือฟริเกตที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย โดยเห็นว่าโครงการดังกล่าวไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณเพื่อจัดซื้อเรือรบ แต่เป็นการสร้างการลงทุน กระตุ้นการจ้างงาน และเสริมความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ พร้อมเสนอให้จัดหาเรือทั้ง 4 ลำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
สอดคล้องกับนายภัทรวิน จงวิศาล เลขาธิการสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย ซึ่งเป็นตัวแทนภาคเอกชน ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมเต็มศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต โดยสมาคมฯ ซึ่งประกอบด้วยอู่ต่อเรือ 8 แห่ง พร้อมร่วมมือกับกองทัพเรือ รวมถึงอาจใช้ศักยภาพของอู่เรือมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ เป็นฐานการผลิตร่วม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดการนำเข้า และเพิ่มโอกาสการส่งออกในอนาคต
สำหรับแผนจัดหาเรือฟริเกต กองทัพเรือมีเป้าหมายจัดหาเรือจำนวน 4 ลำ ภายในระยะเวลา 14 ปี โดยเรือฟริเกตลำแรก วงเงิน 17,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตจากผู้เสนอราคาหลายประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ ตุรกี และสเปน ขณะที่โครงการจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 2 คาดว่าจะเสนอของบประมาณอีกครั้งในปีงบประมาณ 2571 ส่วนลำที่ 3 และลำที่ 4 ยังอยู่ในแผนการจัดหาในอนาคต