ปกรณ์ เผยรัฐผุดแนวคิด ประกันภัยพิบัติ ดึงเอกชนร่วมจ่าย เบี้ยประกันขึ้นอยู่กับความเสี่ยงแต่ละพื้นที่ ประชาชนได้เงินเร็ว-มากกว่ารัฐจ่าย-ช่วยลดภาระงบ จ่อยึดโมเดลญี่ปุ่น ชงครม.โดยเร็ว
เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุภัยพิบัติต่างๆ ที่ปัจจุบันทวีความรุนแรง และเกิดเหตุถี่ขึ้นว่า รัฐบาลติดตาม และหามาตรการต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบให้กระทรวงมหาดไทย ศึกษาแนวทางการช่วยเหลือประชาชน นอกเหนือจากแนวทางที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายคือ ทำอย่างไรที่จะทำให้เงินชดเชยที่ให้กับประชาชนสูงขึ้น จึงมีการพูดถึงความร่วมมือกับภาคเอกชน เรื่องการทำประกันภัยภัยพิบัติ ว่าภาคเอกชนจะเข้ามาช่วยสนับสนุนได้อย่างไร
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวร่วมกับกระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งหลักการเบื้องต้นจะเหมือนกับแนวทางของประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม และวาตภัย
ถ้ามีบริษัทเข้ามารับประกันภัยจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณส่วนนี้ได้ รวมถึงหากเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอกชนจะจ่ายเงินได้รวดเร็วกว่าภาครัฐ
นายปกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าว ทางภาคเอกชนอยากจะทำอยู่แล้ว ขณะที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการได้รับเงินเร็วขึ้น และได้จำนวนเงินมากขึ้น สมมติถ้าเกิดความเสียหาย รัฐสั่งจ่าย 9,000 บาท แน่นอนว่าไม่เพียงพอ เพราะการซ่อมแซมบ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะกว่านั้น แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะจ่ายได้ขนาดนั้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดประกันภัยพิบัติ
โมเดลของญี่ปุ่น กรณีเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหว บริษัทประกันจะจ่ายก่อนด้วยความรวดเร็ว เท่ากับความเสียหายจะได้รับการชดเชยเร็ว ซึ่งแต่ละพื้นที่เบี้ยประกันจะไม่เท่ากัน เพราะมีความเสี่ยงที่จะประสบภัยต่างกัน การให้บริษัทเอกชนเข้ามารับประกันภัย ข้อดีคือการจ่ายเงินจะมีความรวดเร็ว เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดจะจ่ายได้ทันที
“ปัจจุบันเวลาเบิกจ่ายงบแต่ละครั้งจะยุ่งยาก บางครั้งล่าช้า ทำให้ผู้ประสบภัยเดือดร้อนมาก และได้เงินนิดเดียว เพราะรัฐจ่ายแบบครอบคลุม แต่หากเป็นการจ่ายลักษณะเบี้ยประกันภัย จะมีเพดานการจ่าย จ่ายเพิ่มเติมเท่าไหร่หรือจ่ายปกติเท่าไหร่ หากเกินกว่านั้น บริษัทประกันไม่รับ ก็ต้องมาดูว่ารัฐจะช่วยได้เท่าไหร่ ซึ่งจำนวนไม่มากแล้ว ถือเป็นการช่วยลดภาระทางการคลัง ยืนยันว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ดูแล รัฐยังดูแล แต่เป็นการดูแลที่เป็นประโยชน์มากกว่า” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายหารือกันเบื้องต้นแล้ว อยู่ในขั้นตอนสรุปตัวเลขเพื่อนำเสนอหลักการต่อครม. ว่าจะใช้แบบเดียวกับของญี่ปุ่น ซึ่งตนได้เร่งให้ดำเนินการเพื่อจะเสนอหลักการต่อที่ประชุม ครม.โดยเร็วที่สุด