ปิยรัฐ ปูดขบวนการพ่อทิพย์ รพ.เอกชน ร่วมมือจนท.เขต แจ้งเกิดเด็กจีน รับสัญชาติไทย จี้ อนุทิน-ชัชชาติ ตั้งกรรมการสอบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สั่ง กต. สกัดแม่จีนพาลูกหนีออกนอกประเทศ

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงประเด็นทุนจีน พ่อทิพย์ ขบวนการสัญชาติไทยโดยคนจีน ว่า เป็นอีกเรื่องที่ตนเคยพูดและเป็นการเปิดเผยถึงความเน่าเฟะของระบบราชการไทย และระบบสาธารณสุขของไทย รวมถึงกระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติ ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นสัญชาติไทย

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะขณะนี้มีการดำเนินคดีกวาดล้างกลุ่มขบวนการพ่อทิพย์ จากการขยายผลโดยตำรวจ มีการจับกุมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท กระทั่งมีการขยายเส้นเงินไปถึงครอบครัวของผู้ต้องหา โดยเงินไปเข้าบัญชีของภรรยา แต่ปรากฏว่าภรรยามีลูก 3 คน แต่ 3 คนนั้นกลายเป็นสัญชาติไทย ทำให้มีการติดตามคดีนี้ขึ้น

นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ตนมีข้อมูลเป็นอีกขบวนการหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกัน ตนได้นำเสนอรายละเอียด และยื่นเรื่องให้ตรวจสอบไปแล้ว ความคืบหน้าของคดีนี้มีสื่อระบุชื่อโรงพยาบาลไปแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 โรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลที่ 6 คือโรงพยาบาลเอกชนย่านพระราม 9 โดยมีรายละเอียดอยู่ในใบสูติบัตร ที่ตนได้รับมอบมาจากเจ้าหน้าที่ที่มีเจตนาดี เพื่อไปแจ้งต่อตำรวจ

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ในสูติบัตรฉบับนี้ มีรายละเอียดเป็นเด็กหญิง นามสกุล ถัง และมารดา นามสกุล ถัง เป็นคนจีนมาคลอดบุตรในประเทศไทยและแจ้งว่ามีพ่อ ชื่อนาย ป. อายุ 22 ปี ส่วนแม่อายุ 36 ปี เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ ก.ค. 2566 มีการไปแจ้งเกิดโดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนแจ้งเกิดให้

นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นบริการแพ็กเกจเหมาเหมาของโรงพยาบาลนี้หรือไม่ว่า เมื่อเกิดแล้วเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลจะเป็นธุระจัดหาและไปแจ้งเกิดให้ที่สำนักงานเขต ตนเพิ่งเคยเจอเช่นนี้เหมือนกัน

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หนังสือที่นำไปแจ้งเพื่อขอสูติบัตรให้กับเด็กหญิง นามสกุลถัง คนนี้ ไม่มีแม้กระทั่งหนังสือรับรองการเกิด ใบแจ้งเกิด แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนของสำนักงานเขต กลับลงลายมือชื่อรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่มีช่องให้ลงรายชื่อ 2 แห่ง คือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่นายทะเบียน แต่เจ้าหน้าที่เขตกลับลงลายมือชื่อตัวเองทั้ง 2 แห่ง

นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า แปลว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวรับผิดชอบเองทั้งหมด ทำให้เด็กหญิง นามสกุล ถัง มีสัญชาติไทย หากยังอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้ก็อายุ 2 ขวบแล้ว ซึ่งมารดาเป็นคนจีนโดยสายเลือด แม้พ่อเป็นคนไทยก็จริง แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการรับสมอ้าง รับจ้างมา เนื่องจากข้อมูลที่ตำรวจให้ตนมา พ่อคนดังกล่าวมีประวัติอาชญากรรมจำนวนมาก ขณะนี้ตำรวจกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี

นายปิยรัฐ กล่าวอีกว่า อยากฝาก 3 เรื่องคือ 1.เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรือไม่ แต่แปลได้ว่า ติดต่อกันหลายปีติดต่อกันมีขบวนการรับจ้างแบบนี้ โดยรวมหัวกับเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน

“คดีผ่านมาจนถึงวันนี้ ผ่านรัฐมนตรีหลายคน แต่ที่แน่ๆ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ในฐานะรมว.มหาดไทยที่ดูแลกรมการปกครองดูเรื่องทะเบียนราษฎร์ทั้งหมด ต้องถามนายอนุทินว่ามีการตั้งกรรมการสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นกระบวนการสอบการอนุมัติทะเบียนราษฎร์เลย”

2.กรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีคดีแบบนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน มีการตั้งคณะกรรมการสอบหน่วยงานกำกับแล้วหรือไม่

3.ขณะนี้ทราบว่า คุณแม่ชาวจีนที่มีลูกชาติไทยเหล่านี้ เริ่มไหวตัวทัน มีการเริ่มไปขอทำพาสปอร์ต เพื่อนำลูกออกไปต่างประเทศพร้อมกัน เป็นการเตรียมหลบหนี ฉะนั้น นายกฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศระงับการออกหนังสือเดินทางแล้วหรือไม่ หรือปล่อยช่องว่างในเวลานี้ให้เขาออกพาสปอร์ตได้ เพราะเด็กเหล่านี้สามารถขอพาสปอร์ตได้ เนื่องจากมีสัญชาติไทย ถ้ามีการออกนอกประเทศได้ ใครจะรับผิดชอบ

“ทั้งหมดที่พูดมานี่ ไม่ได้หมายถึงว่าเด็กเหล่านั้นเป็นผู้กระทำความผิด เพราะเด็กเลือกเกิดไม่ได้ และเลือกที่จะรับผิดชอบกับพ่อแม่ที่กระทำแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับเด็กเหล่านี้ เมื่อถอนสัญชาติเขาแล้ว เขายังมีสัญชาติจีนหรือไม่ และยังจะให้พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผลักดันออกนอกประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีสัญญาณออกมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร” นายปิยรัฐ กล่าว

ด้านนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวว่า กรณีออกบัตรประชาชนหมายเลข 8 ให้กับต่างด้าวมาประกอบธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต หลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการกวาดล้างนอมินี ตนตรวจพบว่าคนจีนคนหนึ่งได้โอนมาเป็นสัญชาติไทย และมีบัตรประชาชนหมายเลข 8 เมื่อไปสืบค้นพบว่ามารดาผู้รับรองบุตร สามารถรับรองบุตรได้หลายคน ส่วนบิดามีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ไม่ชัดเจน

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมของนาย ว.คนนี้ ที่เป็นนอมินี เป็นหุ้นส่วนของบริษัทในจังหวัดภูเก็ตถึง 5 บริษัท และมีพฤติกรรมเรียกเคลียร์ค่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์กับชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน รวมถึงการชวนกลุ่มพี่น้องชาวจีนเข้าไปทำบัตรประชาชนหรือโอนสัญชาติ โดยมีมูลค่าบัตรใบละ 1 ล้านบาท

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ยื่นเรื่องพฤติกรรมอำพรางให้กับพาณิชย์จังหวัด ตรวจสอบนาย ว. ว่ามีลักษณะเป็นนอมินีหรือไม่ รวมถึงได้ยื่นศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ให้ตรวจสอบเรื่องทะเบียนราษฎร์ ของนาย ว. ว่ามีการขออนุญาตบัตรประชาชนโดยถูกต้องหรือไม่ เพราะสถานะการขออนุญาตบัตรขณะนั้นอยู่ภาคเหนือ แต่ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ภูเก็ต นายอนุทิน ควรหาข้อเท็จจริงเพื่อคลี่คลายให้กับพี่น้องประชาชนและสังคมได้รับทราบการทุจริตการออกบัตรโดยมิชอบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน