ศาลรธน. มีมติ 7 ต่อ 2 ชี้พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น ขัดรัฐธรรมนูญ ปมตัดสิทธิสมัครเลือกตั้ง หากเคยต้องโทษคำพิพากษา ไม่ถึง 5 ปี

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาคดีที่ ศาลปกครองพิษณุโลก และศาลปกครองเชียงใหม่ ที่ส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีมายังศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาตามมาตรา 212 เพื่อวินิจฉัยว่า มาตรา 50 (18) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยหลักการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่

บทบัญญัติดังกล่าว กำหนดว่า “ผู้ที่ถูกพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี” จะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า การกำหนดลักษณะต้องห้ามดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ จึงมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า มาตรา 50 (18) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

คำวินิจฉัยดังกล่าว ส่งผลให้บทบัญญัติเรื่องการตัดสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นตามมาตรา 50 (18) ที่กำหนดระยะเวลา 5 ปี ไม่อาจบังคับใช้ได้ในส่วนที่ศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ และถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ

สำหรับตุลาการเสียงข้างมาก 7 เสียง ที่เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ขณะที่ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 เสียง ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน