ปชป. ซัดแหลก ‘แนน บุณย์ธิดา’ ไม่คิดว่าออกมาจากปากศิษย์เก่า โต้กลับ พูดแล้วทำแต่ล้มเหลว-ทิ้งตราบาปกัญชาเสรี จี้มีวุฒิภาวะเลิกเหยียบย่ำบ้านเก่า เอาใจนายใหม่
เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ออกมาพาดพิงโจมตีอดีตพรรคหลังเก่าด้วยวาทกรรม “ดีแต่พูด” ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในพุทธสุภาษิตที่ว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา ความจริงเท่านั้นเป็นสิ่งไม่ตาย
คำสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีพรรคที่ผ่านมา พรรคได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ตายไปคือความไม่จริง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์หลายยุคหลายสมัยของรัฐบาลและนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ออกผลเติบโตคู่กับประชาชนมาถึงทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ลบล้างคำสบประมาทได้อย่างไร้ข้อกังขา แม้แต่กลุ่มที่เคยสร้างวาทกรรมดังกล่าวในอดีตก็ต้องหยุดพูดไป
“ไม่คิดว่าคำสบประมาทเหล่านี้ จะกลับมาอีกครั้ง จากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เก่า ด้วยบทบาทหัวโขนใหม่ของความเป็นลูกเทพ ที่พูดสาดโคลนพรรคเก่ายังไงให้โดนพรรคตัวเอง” นายพศิน กล่าว
นายพศิน กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการเมืองที่ผลิตบุคลากรทางการเมืองเติบโตออกไปอยู่หลายพรรค แต่ละคนมีเส้นทางการเมืองที่น่าภาคภูมิใจ แม้จะอยู่กันต่างพรรค เพราะนี่คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย และพวกเรายังไม่หยุดพัฒนานักการเมืองรุ่นใหม่ต่อไปผ่านโครงการยุวประชาประชาธิปัตย์ หรือ DIP รุ่น 16
การย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่มีเจตนามุ่งหวังทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ย้ายออกไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือตำแหน่งทางการเมือง สิ่งที่นักการเมืองที่มีวุฒิภาวะพึงกระทำ คือการมุ่งหน้าทำงานในความรับผิดชอบของตนเอง พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำบ้านหลังเก่า หรือด้อยค่าอดีตเพื่อนร่วมงานเพื่อสร้างผลงานให้เจ้านายใหม่ของตนเองประทับใจ
หากดูตัวอย่างจากนักการเมืองหลายท่านที่เติบโตไปในเส้นทางใหม่ เมื่อเผชิญกับคำถามหรือแรงกดดัน พวกเขาเลือกที่จะชี้แจงด้วยเหตุผลและหลักการของตัวเอง โดยไม่ใช้วิธีโจมตีตัวบุคคลหรือพรรคเดิม นี่คือมารยาทและวุฒิภาวะทางการเมืองที่สังคมคาดหวัง
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า วาทกรรมคำว่า “ดีแต่พูด” ที่พยายามหยิบยกมาผลิตซ้ำนั้น หากถอยออกมามองด้วยใจที่เป็นธรรมและใช้ข้อเท็จจริง เป็นที่ตั้ง จะพบว่าหลายนโยบายที่เป็นรากฐานของประเทศในปัจจุบัน ล้วนมาจากบ้านหลังเก่าที่ผู้พาดพิงเคยอาศัยเกิดทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น 1.ด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ที่ทั่วโลกเผชิญภาวะถดถอย รัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถดึงตัวเลข GDP ที่ติดลบถึง -2% กลับมาเติบโตที่ระดับ +7% ได้สำเร็จ
2.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม การวางรากฐานรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ การริเริ่มและผลักดันโครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมือง รถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย รวมถึงโครงการขยายถนนสายหลัก 4 เลน สิ่งเหล่านี้คือเมกะโปรเจกต์ที่ต้องใช้เวลาขับเคลื่อนและผลิดอกออกผลมาจนถึงทุกวันนี้
3.ด้านรัฐสวัสดิการและคุณภาพชีวิต นโยบายเรียนฟรี 15 ปี นมโรงเรียน การยกระดับสถานีอนามัยเป็น รพ.สต. การริเริ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการดูแลค่าตอบแทน อสม. นโยบายเหล่านี้คือ Social Safety Net ที่จับต้องได้และดูแลพี่น้องประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน
4.ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล แม้กระทั่งกระทรวงที่ ผู้พาดพิง กำลังทำหน้าที่บริหารและผลักดันผลงานอยู่นี้ หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ จุดเริ่มต้นของกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ถูกริเริ่มและเสนอตั้งจนเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยบุคลากรจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น
นายพศิน กล่าวว่า ในทางกลับกัน คำว่า พูดแล้วทำ แต่ทำแล้วล้มเหลวผิดพลาดต่างหากที่น่าอนาถใจ สังคมต้องตามล้างตามเช็ดกับนโยบายที่เกิดจากคำพูดพล่อยๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะตราบาปกัญชาเสรีที่มีคำพูดในอดีตทำนองว่า “พี่น้องนำมาพี้สูบกันเองก็ยังได้ครับ” ซึ่งเป็นตราบาปที่กลุ่มการเมืองดังกล่าวไม่กล้าพูดถึงในเวลานี้
การทำงาน 3 เดือนในฐานะรมช.ดีอี พยายามจะมีผลงาน เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่การทำงานที่สร้างโครงสร้างระดับชาติ ที่คงอยู่ข้ามทศวรรษ คือบทพิสูจน์ของการทำจริง ไม่ใช่แค่การเข้ามาสร้างหนี้ข้ามทศวรรษให้ประเทศชาติตามชดใช้แบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
“สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลูกเทพ หรือ ลูกใคร สิ่งที่สังคมควรใช้ตัดสิน ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรือความสัมพันธ์ แต่คือผลงาน วิธีการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน” นายพศิน กล่าว