สกลธี แฉจับกัญชาล็อตใหญ่แค่ปรับ-ยึดของกลางจบ จี้ขยายผลถึงนิติบุคคล-เส้นทางการเงิน ห่วงไทยถูกใช้เป็นฐานส่งกัญชาข้ามชาติระหว่างสุญญากาศ จี้เร่งคลอดกฎหมายปิดช่องโหว่ ประสาน กมธ.ฟอกเงิน ตรวจเส้นเงิน
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวกรณีการขยายผลเรื่องการลักลอบขนกัญชาล็อตใหญ่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า มึการจับกุมกัญชาล็อตใหญ่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศที่มาจากเมืองไทย
เหตุการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การเสียชื่อเสียงของประเทศ เพราะได้ชื่อว่าเป็น ฮับของกัญชา ที่ส่งออกอย่างผิดกฎหมาย ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นตามมามาก เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมกัญชาอย่างแท้จริงและโดยตรง เป็นนโยบายที่กลับไปกลับมาของรัฐบาล
เราคงจะโทษผู้ประกอบการและ หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้ ขณะมีเพียงประกาศของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ใช้ในการบังคับกัญชา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการลักลั่นในการทำงาน
นายสกลธี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เท่าที่ตนทราบกระทรวง สธ.มีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา ที่ขณะนี้กำลังเปิดรับฟังความเห็น ซึ่งน่าจะจบภายในเดือนนี้ และจะเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ คาดว่าช่วงเดือนม.ค. 2570 จะ ได้ใช้กฎหมาย
ระหว่างนี้จึงถือเป็นช่วงสูญญากาศอีก 6 เดือน ซึ่งกมธ.สาธารณสุข ได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ขึ้นมาและจะนำเรื่องกฎหมายกัญชาขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องแรก โดยจะนำร่างของกระทรวง สธ. พิจารณาและจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อร่างกฎหมายขึ้นมาใช้ประกบกับร่างกฎหมายของกระทรวงต่อไป
นายสกลธี กล่าวอีกว่า จากสถิติในช่วงปี 2569 พบว่ามีการจับกุมกัญชาไปแล้วกว่า 6 พันกว่าคดี ซึ่งมีการส่งออกประมาณ 56 ตันหรือ 5.6 หมื่นกิโลกรัม โดยครั้งที่การจับใหญ่ที่สุดอยู่ที่น้ำหนักของกลางอยู่ที่ 21 ตัน โดยเป็นรูปแบบที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร โหลดใต้ท้องเครื่องบิน ไปกลับตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือ
รวมถึงส่งเป็นพัสดุไปรษณีย์โดยมีปลายทางไปต่างประเทศ ซึ่งปลายทางที่เป็นที่นิยมคืออังกฤษ เยอะสุดถึง 22 ตัน รองลงมาเป็นประเทศเนเธอร์แลนด์ 5 ตัน เพราะมูลค่าส่งออกไป ต้นทุนการขายในประเทศ อยู่ที่กิโลกรัมละ 1 หมื่นบาท แต่เมื่อไปถึงอังกฤษแล้วจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 1 หมื่นปอนด์ ห่างกันประมาณ 40 เท่า ซึ่งเมื่อส่งออกแล้วเทียบกับโทษที่น้อยนิดของเมืองไทยถือว่าคุ้ม
นายสกลธี กล่าวด้วยว่า แม้ว่าปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาไม่ได้รอแล้ว เช่น กรมศุลกากรที่มีหน้าที่ดูเรื่องเข้าออก ซึ่งแต่ก่อนมีการปรับน้อยมาก แต่ขณะนี้มีการปรับเพิ่มเป็น 3 หมื่นบาทต่อกิโลกรัม และยึดของกลางทั้งหมด เมื่อเทียบราคา 3 หมื่นบาทที่ถูกปรับในไทย กับการที่ไปถึงที่นั่นแล้วกลายเป็นกิโลกรัมละ 1 หมื่นปอนด์ มันเทียบกันไม่ได้
นายสกลธี กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวที่เราได้ทราบจากที่ประชุมกมธ.คือ เวลาที่มีการจับแล้วจะปรับที่ของกลางเลย ไม่ได้มีการสืบสวนต่อ ซึ่งเมื่อกัญชาไม่ได้เป็นยาเสพติดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาก็ไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องการทำคดีต่อ ทำให้น่าตกใจว่า ต่อให้เป็นคดีใหญ่ ก็แค่ปรับ ยึดของกลาง
พื้นที่ที่มีการลักลอบ หากมีเงินจ่ายค่าก็ถือว่าจบ หากไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ติดคุก เป็นคดีต่อไป แต่กลับไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไหน เข้าไปดูต่อว่าคนๆ นั้นเป็นใคร บริษัทที่ชิปปิ้งเป็นใคร มีใครเป็นนิติบุคคล มีกรรมการเป็นใครบ้าง ซึ่งนี่ถือว่าเป็นช่องโหว่ที่ต่อให้มีคนทำแล้วถูกจับได้ 10 ครั้ง แต่รอดครั้งเดียวก็ยังสามารถที่จะทำต่อได้ ทำให้เป็นปัญหาภาพพจน์ของคนไทยในสายตาคนต่างประเทศ
นายสกลธี กล่าวอีกว่า ตนได้ขอตัวเลขจากกรมศุลกากรว่า ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา การจับกุมล็อตใหญ่ๆ เป็นใครบ้าง นิติบุคคลเป็นใครบ้าง เพื่อตนจะได้ประสานงานกับ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่จะไปตรวจสอบรายละเอียดและดูเส้นเงิน เพื่อหาความเชื่อมโยงว่า สิ่งที่เวลาคนส่งออกไป หากเป็นตันหรือเป็นหลายร้อยกิโลกรัม
ต้องไม่ใช่นิติบุคคลเป็นคนธรรมดาแน่นอน และอาจจะมีความเชื่อมโยงเป็นถึงองค์กรยาเสพติดข้ามชาติ หรือเป็นทุนต่างประเทศที่มาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการผลิต ในช่วงที่ไทยยังมีกฎหมายหย่อนยานอยู่ในช่วงที่เป็นสุญญากาศเช่นนี้
นายสกลธี กล่าวย้ำว่า ตนจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประสานกับกมธ.ที่เกี่ยวข้องเพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เนื่องจากไม่มีการขยายผลต่อเนื่องว่าคนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทั้งหมดเป็นใคร ซึ่งมีผลทำให้ไทยเป็นจุดที่มีกัญชาแพร่หลาย รัฐบาลไม่ได้มีแนวทางอุดช่องโหว่ และขยายผลไปให้ได้มากกว่านั้น ซึ่งน่าเป็นห่วงและกมธ.สาธารณสุขจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง